ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

ฉบับที่ 2/2570 คุ้มครองสิทธิฯ ร่วมประชุมประจำปี 2569 แผน 14 : เปลี่ยนไทยให้ไปไกลกว่าเดิมThailand’s Next Agenda

ฉบับที่ 2/2570 คุ้มครองสิทธิฯ ร่วมประชุมประจำปี 2569 แผน 14 : เปลี่ยนไทยให้ไปไกลกว่าเดิมThailand’s Next Agenda

1 ต.ค. 256922
            วันพุธที่ 30 กันยายน 2569 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ มอบหมายให้ นายธีรยุทธ แก้วสิงห์ รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ พร้อมด้วย นางขนิษฐา รัตนประทุม ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และแผนสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เข้าร่วมประชุมประจำปี 2569 แผน14 เปลี่ยนไทยให้ไกลกว่าเดิม Thailand’s Next Agenda ซึ่งจัดโดย สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานกล่าวปาฐกถาพิเศษและเป็นประธานเปิดการประชุมประจำปี 2569 และมี ผู้เข้าร่วมประะชุมประกอบด้วย คณะรัฐมนตรี ปลัดกระทรวงและหัวหน้าส่วนราชการระดับกรม/เทียบเท่า รัฐวิสาหกิจ ผู้แทนภาคธุรกิจ กลุ่มองค์กรภาคเอกชน นักวิชาการ องค์กรระหว่างประเทศ สื่อมวลชน และประชาชนเข้าร่วม
            สำหรับการประชุมในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างการรับรู้เกี่ยวกับสาระสำคัญของร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571–2575) พร้อมเปิดพื้นที่ให้หน่วยงานและภาคีการพัฒนาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ เพื่อประกอบการกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศในระยะ 5 ปีข้างหน้า โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้
            1.นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดการประชุมประจำปี 2569 ของ สศช. โดยมอบนโยบายขับเคลื่อนร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571–2575) ภายใต้แนวคิด “แผน 14 : เปลี่ยนไทยให้ไปไกลกว่าเดิม Thailand’s Next Agenda” เน้นว่าทุกหน่วยต้องปลดล็อกข้อจำกัดของประเทศ เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขัน และเลิกใช้วิธีแข่งด้วยแรงงานหรือทรัพยากรราคาถูก แต่เปลี่ยนมาเน้นคุณภาพ นวัตกรรม เทคโนโลยี และทักษะคนไทย เพื่อสร้างรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น พร้อมรองรับวิกฤตภูมิอากาศและสังคมสูงวัย ควบคู่กับการปฏิรูปภาครัฐให้กระชับ รวดเร็ว และอำนวยความสะดวกแก่ภาคเอกชนอย่างเป็นระบบ ผ่าน 5 เสาหลัก ได้แก่ การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ การปฏิรูปภาครัฐ การพัฒนาทุนมนุษย์ การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และการลงทุนถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อมุ่งสู่การเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนร่วมกัน
            2.นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สศช. นำเสนอร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571–2575) เปลี่ยนไทยให้ไปไกลกว่าเดิม ถือเป็น “โอกาสสุดท้าย” ในการแก้ปัญหาโครงสร้างและขับเคลื่อนประเทศไทย โดยเน้นว่าแผน 14 ต้องปฏิบัติได้จริง ไม่ใช่แค่เอกสารวิชาการ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้อยู่ใน Top 20 ของโลก พร้อมผลักดันเศรษฐกิจโตเกิน 3% ควบคู่กับการเร่งเพิ่มผลิตภาพ ปฏิรูปภาครัฐ ลดความเหลื่อมล้ำ และรับมือความท้าทายเร่งด่วน ทั้งสังคมสูงวัยสุดขั้ว วิกฤตภูมิอากาศ และการเข้ามาของ AI โดยเน้นสร้างงานที่มีคุณค่า กระจายโอกาสสู่เอสเอ็มอี และปราบปรามการทุจริต เพื่อสร้างอนาคตที่มั่นคงให้คนไทย
            3.เวทีเสวนาหัวข้อ ประเทศไทยในโลกที่ไม่เหมือนเดิม เปลี่ยนอย่างไรให้ไปต่อ (5 รัฐมนตรี)
     1) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ประเด็นด้านการคลัง เน้นแก้วิกฤตโครงสร้าง ชี้ว่าไทยโตต่ำเรื้อรัง เหลื่อมล้ำสูง และต้นทุนพลังงานนำเข้าแพง ต้องเร่งซ่อมแซมวินัยการคลังหลังวิกฤตโควิด เน้นให้รัฐหนุน-เอกชนนำ เปลี่ยนแผนจากกระดาษสู่การปฏิบัติ ทลายการทำงานแบบแยกส่วน รัฐทำหน้าที่ปลดล็อกกฎเกณฑ์ เพื่อให้เอกชนขับเคลื่อน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย และผลักดันไทยเป็นฮับลงทุนใหม่ ตั้งเป้าดึงเงินลงทุนแตะ 30% ของ GDP มุ่งสู่การเป็น Future Investment Hub โดยเฉพาะด้าน Data Center (AI & Digital Hub) Financial Hub และเศรษฐกิจสีเขียว รวมถึงต้องเร่งเพิ่มผลิตภาพคนตัวเล็ก ปรับงบประมาณมาเน้นอัพสกิลประชาชน นำเทคโนโลยีและ AI มาช่วยผู้ประกอบการฐานรากและ SMEs ให้ค้าขายออนไลน์และพึ่งพาตนเองได้จริง
     2) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ประเด็นด้านเศรษฐกิจ เน้นให้รับมือโลกหลายขั้ว เนื่องจากโลกเปลี่ยน ภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยน หลายประเทศที่เป็นคู่ค้าหันมาใช้มาตรการทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff Measures) ที่เข้มงวดและซับซ้อนขึ้น จึงเน้นชูประเทศไทยเป็นพันธมิตรที่น่าเชื่อถือ ใช้จุดแข็งการวางตัวเป็นกลางและยุทธศาสตร์ที่ตั้งของไทย เป็นประตูเชื่อมสู่ตลาดอาเซียน เพื่อดึงดูดกลุ่มประเทศที่ต้องการกระจายความเสี่ยง โดนดึง 4 อุตสาหกรรมบริการเด่นๆ มาพัฒนาสู่การเป็น Tourism & Wellness Hub ศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหาร (Food Security Hub) เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และการค้าส่งค้าปลีกชุมชน เร่งปิดดีล FTA เร่งรัดการเจรจาข้อตกลงทางการค้าเสรี (FTA) กับตลาดใหม่ที่มีศักยภาพสูง เช่น สหภาพยุโรป (EU) และอินเดีย
     3) นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ประเด็นด้านต่างประเทศ เน้นการทูตเชิงรุก ปรับนโยบายต่างประเทศให้ก้าวหน้าและรวดเร็ว ไม่ทำงานด้วยความกลัว เพื่อรับมือกับการแบ่งขั้วอำนาจโลกในอีก 5 ปีข้างหน้า ไม่เลือกข้าง ยึดประโยชน์ชาติ: วางตำแหน่งทางการทูตของไทยให้รักษาดุลอำนาจและอิสระทางยุทธศาสตร์ ไม่โอนเอียงไปกับมหาอำนาจขั้วใดขั้วหนึ่ง เปิดตลาดใหม่ดึงเงินลงทุน: ผนึกนโยบายต่างประเทศเข้ากับการค้า เดินหน้าเปิดความสัมพันธ์และเจาะตลาดใหม่ๆ เช่น แอฟริกา เอเชียกลาง อินเดีย และยุโรป เพื่อเปลี่ยนความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์ให้เป็นผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจริง
     4) นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ด้านประเด็นด้านปฏิรูปภาครัฐ เน้นสร้างความเข้าใจให้ทุกภาคส่วนเห็นภาพตรงกันถึงการเปลี่ยนแปลงของโลกที่รวดเร็ว ทั้งเทคโนโลยี พฤติกรรมคน สภาพภูมิอากาศ และสังคมสูงวัย การทำแผนต้องสร้างสมดุลระหว่างมิติเศรษฐกิจและสังคม พร้อมปรับบทบาทภาครัฐจากผู้ควบคุมเป็นผู้อำนวยความสะดวก (Facilitator) ปรับขนาดองค์กรให้เหมาะสม นำระบบดิจิทัลมาใช้ ทบทวนกฎหมายที่ล้าสมัย ยกระดับมาตรฐานประเทศเพื่อเข้าเป็นสมาชิก OECD และยึดหลักนิติธรรมที่เกิดผลจริงในทางปฏิบัติเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและการเติบโตอย่างยั่งยืน
     5) นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์และนวัตกรรม ประเด็นด้านทุนมนุษย์และนวัตกรรม เน้นให้ยกระดับประเทศไทยด้วยการพัฒนาทุนมนุษย์และนวัตกรรม จากความเชี่ยวชาญระดับบุคคลไปสู่ความเชี่ยวชาญระดับชาติ โดยมุ่งเน้นสร้างทักษะคนให้มีความรอบรู้เชิงลึกที่ AI ไม่สามารถทดแทนได้ ควบคู่กับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ และการใช้มหาวิทยาลัยเป็นศูนย์กลางการพัฒนาศักยภาพตามเอกลักษณ์ของแต่ละจังหวัด พร้อมเปิดโอกาสให้ทุกกลุ่มคนเข้ามามีส่วนร่วมในระบบเศรษฐกิจ และปรับปรุงระบบนิเวศการทำงานเพื่อเพิ่มผลิตภาพของประเทศอย่างยั่งยืน

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง