สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน)

ภาพข่าวกับความยุติธรรม: ชวนชมนิทรรศการ “ความยุติธรรมเบื้องหลังภาพข่าว” ที่ TIJ Common Ground
เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2566 สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) จัดเวทีเสวนาและนิทรรศการแสดงภาพข่าว ที่ TIJ Common Ground ชั้น G โดยมีดร.พิเศษ สอาดเย็น ผู้อำนวยการ TIJ กล่าวต้อนรับและเปิดนิทรรศการ ต่อด้วยเวทีเสวนา หัวข้อ “ความยุติธรรมเบื้องหลังภาพข่าว” เพื่อร่วมสำรวจและค้นหาความหมายที่แฝงอยู่ในภาพถ่ายจากเหตุการณ์จริงไปด้วยกัน หัวข้อและวิทยากรที่มาร่วมเสวนา มีดังนี้ หัวข้อ การทำงานของช่างภาพข่าว โดยคุณทวีชัย จันทะวงค์ หัวหน้าช่างภาพข่าว PPTV Online และ คุณวรุตม์ พงศ์พิพัฒน์ ช่างภาพข่าว-สารคดีอิสระ หัวข้อ การเพิ่มคุณค่าของภาพข่าว โดยคุณภานุมาศ สงวนวงษ์ ช่างภาพข่าว Thai News Pix หัวข้อ ก่อนภาพจะเล่าเรื่อง โดยคุณอลิซ วิชช์โชติ ภัณฑารักษ์ นิทรรศการภาพข่าว ดำเนินรายการโดย คุณสถาพร พงษ์พิพัฒน์วัฒนา หัวหน้าฝ่ายสื่อสารและดูแลภาพลักษณ์องค์กร งานนี้มีผู้เข้าร่วมงานจากหลากหลายหน่วยงาน เช่น สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง สมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กรมคุมประพฤติ กองบัญชาการกองทัพไทย กรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรม สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน และสื่อมวลชน (เจ้าของภาพถ่าย) เช่น The Standard, Voice TV รวมถึงตัวแทนจากมหาวิทยาลัย ประกอบด้วย คณาจารย์และตัวแทนนักศึกษาจากสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ เป็นต้น ภายในงานเสวนา วิทยากรได้ถ่ายทอดประสบการณ์ ที่มา แรงบันดาลใจในการถ่ายภาพข่าว โดยเน้นมุมมองการสะท้อน “ความจริง” จากสถานการณ์ที่อยู่ตรงหน้า เพื่อให้ผู้รับสารได้เข้าใจและรับรู้ถึงเหตุการณ์นั้น ๆ ได้อย่างตรงไปตรงมา และทันเหตุการณ์ ช่วงท้ายของการเสวนา มีผู้ร่วมงานหลายท่านได้แลกเปลี่ยนประเด็นกับวิทยากร เช่น ขอบคุณที่จัดงานวันนี้ เพราะทำให้ได้รับรู้ถึงข้อมูลเชิงลึก และ แรงบันดาลใจในการทำงานที่เกี่ยวกับการสื่อสารความจริงด้วยภาพต่อไป งานนิทรรศการแสดงภาพข่าวเริ่มจัดแสดงตั้งแต่วันที่ 12 ตุลาคม 2566 ถึงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2566 ขอเรียนเชิญท่านที่สนใจเข้ามาชมนิทรรศการดังกล่าวได้ในวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 9.00 – 17.00 น.

อาเซียนถกประเด็นเสริมแกร่ง ‘ยุติธรรมทางอาญา’ หลังฟื้นตัวโควิด-19 พร้อมดันเยาวชนเสนอแนวทางสู่โลกเมตาเวิร์ส ในเวที ACCPCJ ครั้งที่ 3
กรุงเทพฯ, ประเทศไทย สิงหาคม 2565 ตัวแทนประชาคมอาเซียนร่วมประชุมถกประเด็นหารือทางออก 3 ปัญหาหลักทางกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ได้แก่ อาชญากรรมไซเบอร์ การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม และความร่วมมือระหว่างประเทศ หลังช่วงสามปีที่ผ่านมา สถานการณ์โควิด-19 ส่งผลกระทบลามถึงกระบวนการยุติธรรม ทั้งซ้ำเติมปัญหาเดิม และเกิดปัญหาใหม่ที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน ชูแก้ปัญหาคนล้นคุก หารือทางแก้อาชญากรรมไซเบอร์ เน้นความร่วมมือรัฐ-เอกชนและทุกภาคส่วน พร้อมดันเยาวชนมีส่วนร่วม ในงาน “การประชุมอาเซียนว่าด้วยการป้องกันอาชญากรรมและความยุติธรรมทางอาญา ครั้งที่ 3 (The Third ASEAN Conference on Crime Prevention and Criminal Justice หรือ 3rd ACCPCJ)” ระหว่างวันที่ 22-24 สิงหาคม ศกนี้ ที่กรุงเทพฯ โดยมี สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย หรือ ทีไอเจ (TIJ) เป็นตัวแทนประเทศไทยจัดงานดังกล่าว งานประชุม ACCPCJ ครั้งที่ 3 ถูกจัดเป็นครั้งแรกภายหลังการฟื้นตัวของการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 มีหัวข้อสำคัญในการประชุม คือ “การรับมือกับความท้าทายในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาช่วงฟื้นตัวของอาเซียนหลังสถานการณ์โควิด-19” (“Responding to Crime and Justice Challenges amidst ASEAN Recovery from the Covid-19 Crisis”) ซึ่งเปิดเวทีให้มีการแลกเปลี่ยนมุมมอง ประสบการณ์ แนวทางการปฏิบัติที่ดีระหว่างประเทศสมาชิก ส่งเสริมความร่วมมือทางกฎหมายการป้องกันอาชญากรรมข้ามชาติ การดำเนินงานด้านความยุติธรรมทางอาญาอย่างบูรณาการ โดยเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนด้านกฎหมาย (ASLOM) เจ้าหน้าที่ด้านอาชญากรรมข้ามชาติ (SOMTC) คณะมนตรีประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (SOCA) ตลอดจนผู้กำหนดนโยบาย ผู้ปฏิบัติงาน และนักวิชาการที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมในอาเซียน ดร.พิเศษ สอาดเย็น ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย กล่าวถึงสาระหลักของการประชุมว่า “การประชุมเน้นเจาะลึกแนวโน้มสถานการณ์ปัญหาล่าสุด ความท้าทายปัญหาอุปสรรค ลำดับความสำคัญเกี่ยวกับวิสัยทัศน์ในการจัดการกับปัญหา และแนวทางในการจัดการปัญหาร่วมกัน จากมุมมองของเจ้าหน้าที่อาวุโส ผู้กำหนดนโยบาย ผู้ปฏิบัติงาน นักวิชาการ และเยาวชนอาเซียน โดยมุ่งหวังว่าเวทีนี้จะเป็นอีกหนึ่งเวทีที่ช่วยจุดประกายแนวทางแก้ปัญหา จากการระดมความคิดและความร่วมมือระดับภูมิภาค ข้ามเสา ข้ามสาขา เพื่อให้เกิดการพัฒนากรอบกฎหมาย ความร่วมมือระหว่างประเทศ ความร่วมมือของภาครัฐและเอกชน และการเสริมสร้างศักยภาพในการขจัดข้อท้าทายต่าง ๆ เกิดเป็นแรงกระเพื่อมในการผลักดันประเด็นเหล่านี้สู่การปฏิบัติในระดับอาเซียนต่อไป เรามีหลักฐานเป็นที่ประจักษ์ที่ว่าเราต้องผลักดันให้เกิดความร่วมมือกันในกระบวนการยุติธรรมในระดับเดียวกับความร่วมมือกันอย่างแข็งขันทุกภาคส่วนในการฝ่าวิกฤติโรคระบาดโควิด-19 มาด้วย สืบเนื่องจากประเด็นปัญหาด้านความยุติธรรมทางอาญามีเพิ่มขึ้นและเกิดขึ้นข้ามพรมแดนระหว่างประเทศ เพราะปัญหาที่เรากำลังเผชิญไม่ได้เป็นปัญหาแค่ภายในประเทศใดประเทศหนึ่ง เราไม่ใช่พลเมืองประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่ยังเป็นพลเมืองอาเซียน และต้องเรียนรู้ปัญหาอาเซียนร่วมกัน ผมเชื่อมั่นว่า การจะแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนได้นั่นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย และในการประชุมที่มีทั้งวงประชุมสัมมนาและเวทีประชุมหารือเชิงปฏิบัติการ ที่มีทั้งภาครัฐและเอกชนเข้าร่วมในการหารือเพื่อผลักดันการแก้ปัญหาความยุติธรรมทางอาญาที่กำลังเผชิญอยู่ และเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้มีสิทธิมีเสียงแบ่งปันความรู้ประสบการณ์ และความคิดเกี่ยวกับแนวทางการแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง” ดร.พิเศษ สอาดเย็น ผอ.สถาบันฯ ทีไอเจ กล่าว นาย ทราน ดุ๊ก บินห์ รองเลขาธิการอาเซียนด้านการบริหารและกิจการประชาคม (H.E. Tran Duc Binh, Deputy Secretary-General of ASEAN for Community and Corporate Affairs) กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมากเพราะมันเป็นช่วงครบรอบอาเซียน 55 ปี มองว่าวาระเรื่องของความยุติธรรมหรือกระบวนการยุติธรรมเป็นวาระที่สำคัญสำหรับอาเซียน งานนี้เราได้พาผู้เชี่ยวชาญหลายๆท่านในภูมิภาคนี้มารวมตัวกันทำให้เกิดความร่วมมือทางด้านของกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมที่ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เราได้พาเยาวชนมาเป็นส่วนหนึ่งของงานนี้ ถือว่าทำให้งานนี้มีความหมายมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม แล้วทางอาเซียนเองเราก็ได้มีการทำงานร่วมกันข้ามสาขามากมายเพื่อที่จะก่อให้เกิดการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมแล้วก็ก่อให้เกิดความยุติธรรมทางด้านอาญา เชื่อว่างานนี้จะทำให้เป็นการพัฒนาความร่วมมือและทำให้เกิดผลลัพธ์อันดีในระดับเจ้าหน้าที่ ทั้งนี้เรายังมีการพูดคุยอภิปรายแล้วก็ทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงต่าง ๆ แล้วก็ partner ต่าง ๆ เพื่อที่ว่าจะทำให้กฎนิติธรรมหรือ Rule of Law แข็งแกร่งขึ้นและทำให้ธรรมาภิบาลในภูมิภาคอาเซียนดียิ่งขึ้น ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาเราจะเห็นเลยว่ามันเกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านสังคมและเศรษฐกิจเป็นอย่างมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งเราเห็นว่าตอนนี้มีการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลสูงขึ้นจึงทำให้เกิดอาชญากรรมทางไซเบอร์ที่สูงขึ้นตามมาด้วย มากไปกว่านั้นแล้วในช่วงโควิดสิ่งที่เกิดขึ้นคือจำนวนของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตเพิ่มสูงขึ้นเยอะมากในภูมิภาคนี้ เรียกได้ว่าเป็นภูมิภาคหนึ่งที่มีคนใช้อินเทอร์เน็ตสูงที่สุด เมื่อจำนวนผู้ใช้งานสูงขึ้น จำนวนอาชญากรรมทางโลกไซเบอร์ก็สูงขึ้นตาม จึงมีความจำเป็นที่ประเทศอาเซียนจะต้องทำงานร่วมกันเพื่อที่จะแก้ไขปัญหา Cybercrime ให้มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ในขณะที่เรายังสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจในเวลาเดียวกันได้ สิ่งที่เป็นแผนสำคัญที่เรามีกันอยู่ตอนนี้คือ Plan of Action เรียกว่าเป็นแผนปฏิบัติการบันดาร์เสรีเบกาวัน และเรากำลังพยายามให้ความสำคัญเรื่องของ Cybercrime มากขึ้นซึ่งเป็นหนึ่งในวาระที่อยู่ในแผนการทำงานบันดาร์เสรีเบกาวัน ด้วยและสำหรับประเทศไทยเราก็มีการทำงานข้ามเสาและข้ามสาขากันเพราะเราเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่สามารถที่จะให้หน่วยงานใดทำงานได้โดยแค่หน่วยงานเดียว เราต้องทำงานร่วมกัน สำหรับบทบาทอาเซียนบนเวทีโลกกับการแก้ปัญหาและปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ทางอาเซียนพยายามที่จะสนับสนุนการใช้กฎนิติธรรม Rule of Law และธรรมาภิบาลอันดีโดยที่เรามีการทำงานร่วมกันในแง่ของกฎหมายแล้วก็มีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมหรือกระบวนการทางศาลด้วย เราทำงานกับ partner มากมายในเรื่องนี้แล้วก็ทำงานกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือ stakeholder ต่าง ๆอยู่ตลอดและการที่เราได้มารวมตัวกันในงานประชุมนี้ ก็เป็นนิมิตหมายอันดีที่ทำให้การทำงานร่วมกันของเราแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมเพื่อที่ว่าเราจะได้มาแบ่งปันประสบการณ์และความเชี่ยวชาญซึ่งกันและกัน ทั้งนี้ทั้งสำนักงานเลขาธิการอาเซียนเรามีการให้การสนับสนุนกับประเทศภาคีในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมและกระบวนการยุติธรรมต่าง ๆ นาย ลุค ตัง ผู้อำนวยการกองกฎหมายระหว่างประเทศ / กระทรวงกฎหมาย ประเทศสิงคโปร์ (Luke Tang Director International Legal Division) กล่าวว่า จุดแข็งของเราคือสามารถแบ่งปันข้อมูล ประสบการณ์และแนวทางปฎิบัติที่ดีให้กับผู้อื่นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการพัฒนากฎหมายและกฎระเบียบต่างๆในแง่ของความยุติธรรม ยกตัวอย่างคือช่วงโควิดที่สิงคโปร์ ศาลสามารถที่จะให้รับหลักฐานผ่านทางไกลได้ หรือทางออนไลน์ได้เพื่อที่ว่าจะช่วยให้ประชาชนสามารถที่จะเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้ดีขึ้นแล้วก็ทำให้กระบวนการยุติธรรมมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งนี้ทาง ASLOM มีคณะทำงานหรือ Working Group ที่ทำงานในด้านของ ASEAN Extradition Treaty หรือสนธิสัญญาการส่งผู้ร้ายกลับประเทศของอาเซียน แต่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ซึ่งเมื่อไหร่ที่เรียบร้อยแล้วก็เชื่อว่าจะทำให้เกิดความร่วมมือระหว่างประเทศได้ดียิ่งขึ้น นายกิตติภูมิ เนียมหอม ผู้อำนวยการสำนักกิจการต่างประเทศและประสานนโยบาย สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) กล่าวว่า จุดมุ่งหมายของงานประชุม ACCPCJ เพื่อเกิดความร่วมมือข้ามเสาและข้ามสาขาทุกภาคส่วนของอาเซียน โดยเนื้อหาที่เราพูดถึงคือประเด็นที่เป็นปัญหาสำคัญของแต่ละประเทศ เราพูดถึงการก้าวผ่านวิกฤติการณ์โควิด ซึ่งมุ่งเน้นการพูดคุยในสามประเด็นคืออาชญากรรมไซเบอร์ ความร่วมมือระหว่างประเทศ และการปฎิรูปกระบวนการยุติธรรม ทุกประเด็นจะมุ่งเน้นความร่วมมือไม่เฉพาะแต่ในกระบวนการยุติธรรมเท่านั้น แต่เป็นการร่วมมือข้ามสาขาและหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย จุดร่วมความท้าทายใหม่ในกลุ่มประเทศอาเซียนที่จำเป็นต้องผลักดันให้มีการแก้ไข ได้แก่ อาชญากรรมไซเบอร์ (Cybercrime) ซึ่งเกิดขึ้นรวดเร็วและรุนแรงกว่าที่เคยเป็นมา มีมูลค่าความเสียหายมหาศาล รูปแบบของอาชญากรรมไซเบอร์มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนารูปแบบกิจกรรมออนไลน์ที่ผิดกฎหมาย การฉ้อโกงหลอกลวง รวมถึงการแสวงหาประโยชน์จากกลุ่มเสี่ยง ซึ่งอาชญากรทางไซเบอร์ในปัจจุบัน ใช้เทคโนโลยีกระทำผิดส่งผลเสียหายต่อบุคคล หน่วยงานทั้งในระดับประเทศและระดับภูมิภาค ขณะที่ ปัญหาคนล้นคุก หรือความแออัดในเรือนจำ ยังเป็น ปัญหาเรื้อรัง ในกระบวนการยุติธรรมทั่วภูมิภาคอาเซียน และจำเป็นต้องมี “การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม” โดยรากฐานของปัญหาส่วนหนึ่งเป็นผลจากการใช้กฎหมายมุ่งเน้นลงโทษหนัก เน้นการจับผู้ต้องหาเข้าเรือนจำ และการคุมขังผู้กระทำผิดโดยไม่มีการแก้ไขฟื้นฟู ภาวะโรคระบาดช่วงสถานการณ์โควิด-19 ยังเพิ่มปัญหาด้านการบริหารจัดการภายในเรือนจำยากลำบากขึ้น และไม่สามารถดูแลด้านสิทธิมนุษยชนได้อย่างที่ควรจะเป็น เนื่องจากมีงบประมาณจำกัด โดยงบประมาณส่วนใหญ่เป็นงบค่าอาหารของผู้ต้องขัง และขนาดพื้นที่เรือนจำที่ไม่สมดุลกับจำนวนผู้ต้องขัง โดยเฉพาะเรือนจำในเขตกลางเมืองที่มีขนาดเล็ก ดังนั้นแนวทางการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ที่มุ่งเน้นการฟื้นฟูแทนการคุมขังชำระโทษผู้กระทำผิด ด้วยวิธีการต่าง ๆ อาทิ การคุมประพฤติ การปล่อยตัวก่อนกำหนด หรือ การนำกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ (Restorative Justice) จึงเป็นอีกแนวปฏิบัติที่จะช่วยลดปัญหาความแออัดในเรือนจำได้ รวมถึงได้ส่งเสริมการฟื้นฟูผู้ต้องขังเป็นคนคุณภาพกลับคืนสู่สังคมอีกด้วย ปัญหาสำคัญประการที่ 3 คือ ความร่วมมือระหว่างประเทศในการจัดการปัญหากระบวนการยุติธรรมร่วมกัน สืบเนื่องจากข้อจำกัดด้านการเดินทางช่วงเกิดโรคระบาด ส่งผลให้การดำเนินการตามคำร้องขอความช่วยเหลือ เช่น ขั้นตอนการส่งผู้ร้ายข้ามแดน การติดตามทรัพย์สิน เป็นไปด้วยความยากลำบาก และปัญหามีความรุนแรงและซับซ้อนขึ้น การประชุมครั้งนี้ถูกคาดหมายว่าจะก่อให้เกิดความคิดและวิธีการใหม่ ๆ ในการป้องกันการเกิดอาชญากรรม และระบบยุติธรรมทางอาญาที่ครอบคลุมมากขึ้น ร่วมมือกันทุกภาคส่วนมากขึ้น ประหยัดค่าใช้จ่าย มีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังสามารถตอบสนองความต้องการของทุกฝ่ายด้วย นอกจากวงประชุมหลัก ยังมีกิจกรรมคู่ขนานที่เป็นไฮไลท์สำคัญของงานประชุม ACCPCJ ครั้งที่ 3 โดย สถาบันฯ ทีไอเจ คัดเลือกเยาวชนตัวแทนอาเซียน 10 ประเทศ จำนวน 10 คนจากเยาวชนอาเซียนทั้งหมด 150 คนที่ได้ผ่านการเข้าร่วมงานสัมมนาวิชาการเยาวชนระดับนานาชาติสำหรับเยาวชน หรือ ALSA Forum ครั้งที่ 19 หัวข้อ “Challenging Distances: Metaverse World Intertwined” ซึ่งทาง TIJ ได้ร่วมกับองค์กรนิสิตนักศึกษากฎหมายเอเชีย (Asian Law Student’s Association หรือ ALSA) ได้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 4-7 สิงหาคม 2565 ที่ผ่านมา ในงาน ALSA Forum เยาวชนอาเซียนได้แลกเปลี่ยนความรู้ทาง วัฒนธรรม กฎหมาย และจุดประกายแนวคิดดีๆ ในประเด็นเกี่ยวกับกฎหมายโลกเสมือนหรือเมตาเวิร์ส และตัวแทนเยาวชนอาเซียนจะนำแนวคิดหรือไอเดียใหม่ๆ หัวข้อ “Future of Justice in the Digitized World” ที่เป็นผลลัพธ์จากงานสัมมนาและกิจกรรมคู่ขนาน มานำเสนอในการจัดการประชุมเวทีคู่ขนาน The 3rd ACCPCJ Youth Forum หัวข้อ “Future of Justice in the Digitized World” วันที่ 24 สิงหาคม เป็นวาระปิดท้ายงานประชุมตลอดช่วงงานประชุม ACCPCJ ครั้งที่ 3 งานกิจกรรมเยาวชนอาเซียนของทีไอเจ มุ่งหวังให้เกิดการสร้างเครือข่าย และวางแผนการดำเนินงานเกี่ยวกับการผลักดันข้อเสนอ ข้อคิดเห็น และข้อมติสำคัญในเวทีอาเซียน และเป็นส่วนหนึ่งของการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม ภาคธุรกิจ ผู้นำ ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ทั้งในระดับประเทศและระดับภูมิภาคและเยาวชน เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาอย่างมีประสิทธิผลและยั่งยืนต่อไป การประชุมอาเซียนว่าด้วยเรื่อง การป้องกันการเกิดอาชญากรรม และความยุติธรรมทางอาญา ครั้งที่ 3 The Third ASEAN Conference on Crime Prevention and Criminal Justice (3rd ACCPCJ) จัดระหว่างวันที่ 22-24 สิงหาคม พ.ศ.2565 ณ โรงแรม แบงค็อก แมริออท มาร์ควิส ควีนส์ปาร์ค กรุงเทพมหานคร ได้รับเกียรติจาก ฯพณฯ สมศักดิ์ เทพสุทินรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ร่วมด้วย H.E. Tran Duc Binh รองเลขาธิการอาเซียนด้านสังคมและวัฒนธรรม และ นาย Naoki Sugano ตัวแทนสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิก เข้าร่วมประชุม

เปิดข้อเสนอ แก้ 4 ประเด็นปัญหา พัฒนากระบวนการยุติธรรมไทย ผ่านมุมมองผู้เรียนหลักสูตร iCPCJ
เปิดข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย จาก 4 ประเด็นปัญหา โดยยึดหลัก “กระบวนการยุติธรรมที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง” แนวคิดที่ถูกผลักดันจากหลักสูตรใหม่ ภายใต้ชื่อ iCPCJ ของสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) พร้อมถกประเด็นที่ยังเป็นปัญหาของกระบวนการยุติธรรมในประเทศไทย ทั้งในด้านการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมสำหรับกลุ่มที่มีความต้องการเฉพาะ การใช้กระบวนการยุติธรรมทางเลือก การสร้างโอกาสแก่ผู้ก้าวพลาดกลับคืนสู่สังคมอย่างยั่งยืน ไปจนถึงความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรมใน “เวทีสาธารณะว่าด้วยการส่งเสริมความยุติธรรมที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง (TIJ-UNODC Public Forum: People-centred justice solutions)” ประเด็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อการพัฒนากระบวนการยุติธรรม หรือ ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม พร้อมข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่น่าสนใจจากมุมมองของผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตร iCPCJ รุ่นแรก ประกอบด้วย ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเด็กติดผู้ต้องขังที่ต้องมาอยู่ในเรือนจำร่วมกับผู้ใหญ่ทั้งที่ไม่ได้กระทำผิด ใด ๆ เป็นปัญหาที่สังคมมองข้ามมาตลอด ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิเด็กติดผู้ต้องขัง (Getting the Right Start: Recognizing the Rights of the Children of Prisoners) ได้สะท้อนให้เห็นว่า กระบวนการยุติธรรมที่ทางเลือกมากกว่าเรือนจำในการจัดการปัญหาและลดผลกระทบดังกล่าว ผ่านมาตรการที่ไม่ใช่การคุมขังและความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม ปัญหาเด็กและเยาวชนผู้ก้าวพลาด ที่นับวันจะมีสถิติการกระทำผิดซ้ำสูงขึ้น สู่ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายใน การช่วยเยาวชนผู้ก้าวพลาดกลับคืนสู่สังคม ด้วยเครื่องมือประเมินตามหลัก Good Lives Model (Supporting the effective reintegration of young offenders under with assessment tool under the with assessment tool under the “Good Lives Model”) เพื่อนำไปสู่การสร้างโอกาสให้กับผู้ก้าวพลาดได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ปัญหาการบำบัดแก้ไขเยาวชนผู้ก้าวพลาด หลังพบข้อมูลว่า เมื่อนำเยาวชนเหล่านี้เข้าสู่ การจองจำในลักษณะการควบคุมตัว กลับมีสถิติการกระทำผิดซ้ำอยู่ในอัตราที่สูง จึงเสนอแนวทางการตั้ง “ศูนย์ฝึกเอกชน” ที่เปลี่ยนจากรั้วและการคุมขัง ไปเป็นการทำความเข้าใจปัญหาและพัฒนาศักยภาพเยาวชนกลุ่มนี้ ในหัวข้อ “บ้านพระพร ยุติธรรมนำร่องของความร่วมมือ” โดยใช้มูลนิธิบ้านพระพร เป็น sandbox ของศูนย์ฝึกเอกชนทดลองประสานงานกับกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ให้ช่วยปรับเปลี่ยน แก้ไข เยียวยาเยาวชนที่ก้าวพลาดให้กลับคืนสู่สังคม ปัญหา “หลอกโอนเงินทางออนไลน์” ที่ปัจจุบันกลายเป็นปัญหาเรื้อรังที่ประชาชนล้วนตั้งคำถามกับหน่วยงานของรัฐ โดยเฉพาะหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม ถึงความสามารถในการจัดการกับกลุ่มมิจฉาชีพ นำไปสู่ข้อเสนอแนะ หัวข้อ “เปลี่ยนเหยื่อเป็นผู้ล่าแก๊งคอลเซนเตอร์ (Winning the People’s battle against phone scams in Thailand)” การนำเสนอผลงานทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอนใน หลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านการอนุวัติมาตรฐานและบรรทัดฐานระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนากระบวนการยุติธรรม หรือ iCPCJ ซึ่งสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ได้ออกแบบและพัฒนาหลักสูตรร่วมกับสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) เพื่อเปิดโอกาสให้บุคลากรและผู้บริหารในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม ตั้งแต่บุคลากรจากหน่วยงานด้านกระบวนการยุติธรรม องค์การระหว่างประเทศ และผู้นำจากองค์กรภาคเอกชนที่ทำงานขับเคลื่อนเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม ได้เข้ามาร่วมเรียนรู้ผ่านกระบวนการเรียน และกระบวนการคิดเชิงวิเคราะห์ในมุมมองใหม่ เช่น แนวคิดเชิงออกแบบ แนวคิดเชิงระบบ หรือการออกแบบนโยบายด้วยแนวคิดการออกแบบเกมเพื่อให้ผู้เรียนได้นำองค์ความรู้เกี่ยวกับมาตรฐาน และบรรทัดฐานของสหประชาชาติ หรือ กรณีศึกษาที่ดีจากต่างประเทศ มาพัฒนาเป็นข้อเสนอและแนวปฏิบัติ โดยมุ่งเน้นการนำ “มาตรฐานสากล” มาปรับใช้กับกระบวนการยุติธรรมในบริบทของประเทศไทย ภายใต้แนวคิดหลักที่เรียกว่า “การสร้างกระบวนการยุติธรรมที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง” ทั้งนี้ภายในเวทีสาธารณะ ศ.(พิเศษ) ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ที่ปรึกษา TIJ และประธานที่ปรึกษาหลักสูตร iCPCJ เปิดประเด็นเกี่ยวกับการส่งเสริมความยุติธรรมที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยกล่าวว่า “หลักสูตรเกิดขึ้นจากความตั้งใจร่วมกันระหว่าง TIJ และ UNODC ในการออกแบบพื้นที่แห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้สำหรับผู้บริหารระดับสูงโดยเฉพาะในแวดวงกระบวนการยุติธรรม เพื่อนำมาตรฐานและบรรทัดฐานระหว่างประเทศมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในบริบทระบบยุติธรรมทางอาญาของไทย สิ่งที่จะเป็นประโยชน์กับผู้เข้าร่วมหลักสูตรนอกเหนือจากองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศ และทักษะต่าง ๆ ที่จำเป็นตามยุคสมัยแล้ว การได้แลกเปลี่ยนทัศนะในประเด็นปัญหาเชิงนโยบายต่าง ๆ กับบุคลากรในระบบยุติธรรมด้วยกันเองหรือบุคลากรจากภาคส่วนอื่น ๆ นับเป็นกระบวนการสำคัญที่จะช่วยให้เกิดความเข้าใจมุมมองที่แตกต่างหลากหลาย และได้สังเคราะห์หาแนวทางการแก้ไขปัญหาที่สร้างสรรค์ร่วมกันต่อไป” นอกจากนี้ คุณ Jeremy Douglas ผู้แทน UNODC ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิค ยังได้เน้นย้ำถึง ความสำคัญของการนำมาตรฐานและบรรทัดฐานระหว่างประเทศมาใช้ในการป้องกันอาชญากรรมและกระบวนการยุติธรรมทางอาญาในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย ปิดท้ายด้วยบทสรุปจาก ดร.พิเศษ สอาดเย็น ผู้อำนวยการ TIJ ที่มองว่า การแก้ไขปัญหาในเชิงระบบ และผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลง จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือและพลังความคิดจากมุมมองของผู้เข้าร่วมหลักสูตรทุกท่าน ซึ่งจากการเรียนที่ผ่านมา พบว่า ผู้เข้าร่วมหลักสูตรมีความมุ่งมั่นตั้งใจในการมีส่วนร่วม เพื่อการพัฒนากระบวนการความยุติธรรมทางอาญา การทำความเข้าใจปัญหาที่เกิดในกระบวนการยุติธรรมด้วยมุมมองใหม่ และเสริมสร้างมุมมองให้เป็นไปตามแนวคิด “ความยุติธรรมที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง หรือ people-centred justice” แม้ว่าปัญหาในกระบวนการยุติธรรมไทยจะมีอีกหลากหลายมิติ แต่หลักสูตร iCPCJ จะยังคงมุ่งมั่นพัฒนาและบูรณาการการเรียนการสอนที่จะช่วยพัฒนาบุคลากรในหน่วยงานกระบวนการยุติธรรม หน่วยงานภาครัฐ และภาคประชาสังคมที่เกี่ยวข้องให้มีองค์ความรู้ และ แนวคิด โดยยึดถือหลัก “ประชาชนเป็นศูนย์กลาง” ผ่านการ “ร่วมเรียนรู้ ร่วมคิด ร่วมสร้างแนวทาง ร่วมเพิ่มพลังกระบวนการยุติธรรม” เพื่อพัฒนากระบวนการยุติธรรมไทยให้ดียิ่งขึ้นต่อไป

เรียนรู้ “กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์” ผ่านหนังสั้น "ก้อนหินที่หายไป" ในงานเสวนาครบรอบ 20 ปี RJ
"ทำไมต้องเข้ากระบวนการนี้ด้วย ใครจะอยากไปสมานฉันท์กับคนอย่างมันคนที่ทำให้ ผัวของพี่ตายอ่ะเหรอ?" เสียงตอบโต้เปี่ยมอารมณ์ผสมทั้งความแค้นเคืองและความไม่เข้าใจของ ผู้หญิงคนหนึ่งเธอคือผู้เสียหายอยู่ในสถานะชีวิตพังต้องกลายเป็นม่ายสามีตายแต่ถูกชักชวนให้เข้าร่วมกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ เรื่องใหม่ที่เธอทั้งไม่เข้าใจและขุ่นเคืองใจที่ต้องให้อภัย คนที่ก่อเหตุหรือผู้กระทำผิด เรื่องราวสะเทือนอารมณ์นี้ถูกนำมาเล่าเรียงร้อยพร้อมข้อมูลองค์ความรู้เกี่ยวกับกระบวนการ ยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ ในภาพยนตร์สั้นเชิงสารคดีเรื่อง"ก้อนหินที่หายไป" อำนวยการผลิตโดยสถาบันเพื่อการยุติธรรรมแห่งประเทศไทย หรือ TIJ เปิดฉายครั้งแรก เมื่อเดือนกรกฎาคม 2565 ในงานเสวนาวิชาการเนื่องในโอกาสครบรอบ 20 ปีของการรับรอง ข้อมติสหประชาชาติ เรื่องหลักการพื้นฐานขององค์การสหประชาชาติว่าด้วยกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ ในเรื่องทางอาญา ที่จัดขึ้นผ่านช่องทางออนไลน์ในระบบผ่าน Zoom และ Facebook Live ของสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ภาพยนตร์สั้นเรื่องก้อนหินที่หายไปนี้เป็นอีกหนึ่งผลงานสื่อที่จัดทำขึ้นเพื่อสร้างเสริมความ เข้าใจต่อสาระสำคัญและประโยชน์ของการนำกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์มาปรับใช้ในกระบวน การยุติธรรมของไทย ภาพยนตร์อ้างอิงโครงเรื่องและคดีอาญาจากเหตุการณ์จริง คดีวัยรุ่นปาหินรถตู้ (2547-2561) วัยรุ่นปาหินใส่รถตู้ ทำให้มีผู้เสียชีวิต เมื่อปี พ.ศ.2547 และคดีจบลงอย่างสมบูรณ์ในปี พ.ศ. 2561 ด้วยการรับผิด ชดเชย สำนึกผิด ขอโทษและการให้อภัยระหว่างคู่กรณี (วัยรุ่นที่กระทำผิด กับ ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นภรรยาของผู้เสียชีวิต) กลายเป็นตัวอย่าง สะท้อนให้เห็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ ดังที่ตัวละครฝ่ายทนายความเอ่ยตั้งคำถามในหนังสั้นว่า "สิ่งที่แทบไม่มีทางเป็นไปได้เลยคือ ใครจะสามารถให้อภัยคนที่ก่อเหตุทำให้สามีตัวเองตาย" แต่การใช้กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ทำให้ “มันเป็นไปได้” กระบวนยุติธรรมเชิงสมานท์ฉันท์ (Restorative Justice หรือ RJ) เป็นส่วนเสริมในกระบวน การยุติธรรมที่มีอยู่เดิมส่งเสริมให้ผู้กระทำผิด ได้สำนึกผิด และชดเชย ความเสียหาย ที่ได้ตนก่อขึ้น การเยียวยา ไม่จำเป็นต้องเป็น เงิน แต่อาจเป็นการเลิกพฤติกรรมที่ไม่เป็นที่ยอมรับ หรือ การช่วยให้ ผู้กระทำผิด กลับตัว กลับใจ กลับไปสู่สังคมอย่างมีคุณภาพได้จริง กระบวนการนี้มุ่งเน้นเยียวยาจิตใจผู้เสียหาย รวมถึง ชดเชยสิ่งต่างๆ ที่ได้สูญเสียไป และการดูแลแก้ไขส่วนอื่นๆ ตามที่คู่กรณีได้ตกลงกันไว้ ที่สำคัญที่สุด ทั้งสองฝ่ายต้องยินยอมพร้อมใจ เนื้อหาภาพยนตร์ “ก้อนหินที่หายไป” เสนอมุมมองรอบด้าน ที่สะท้อนความเป็นมนุษย์ เท่าเทียมกัน ชีวิตของสามีผู้เสียหายเสียไปอย่างไม่อาจฟื้นคืนมาได้ แต่ชีวิตของภรรยาที่ยังมีอยู่ได้รับการฟื้นฟู ถึงเบื้องลึกเช่นเดียวกับผู้กระทำผิดที่ได้ชดใช้และฟื้นฟูศักยภาพมนุษย์จากกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ ที่มุ่งเยียวยา ฟื้นฟู มนุษย์อย่างรอบด้านของทั้งผู้กระทำ (ก่อเหตุอาชญากรรม) และ "การรับผิด การสำนึกผิด คำขอโทษ และการให้อภัย" อันเป็นหัวใจของความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์เพื่อให้ทุกคนอยู่ในสังคม ได้อย่างสันติสุข ทั้งนี้ ความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์เกิดขึ้นได้จากความร่วมมือและร่วมแรงทั้งคู่กรณี ผู้เชี่ยวชาญ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็น ตำรวจ ทนาย ฝ่ายศาล เจ้าหน้าที่ควบคุม ความประพฤติ นักจิตวิทยา รวมไปถึงคนชุมชน ซึ่งเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้ต้องเข้าถึงชุมชน ในงานเสวนาวิชาการเนื่องในโอกาสครบรอบ 20 ปีของการรับรองข้อมติสหประชาชาติ เรื่องหลักการพื้นฐานขององค์การสหประชาชาติว่าด้วยกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ใน เรื่องทางอาญา เป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริม กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ งานเสวนาฯ จัดขึ้น เพื่อเผยแพร่ผลงานต่าง ๆ และกิจกรรมอันเกิดจากความร่วมมือระหว่าง TIJ และภาคีที่เกี่ยวข้อง ในการส่งเสริมกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ ภายใต้บริบทของสังคมไทย “ภาพยนตร์สั้นเชิงสารคดีนี้จัดทำขึ้นโดยมุ่งหวังสร้างความเข้าใจในการจัดกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ให้แก่ผู้ปฏิบัติงานและผู้ชมที่สนใจได้อย่างกว้างขวาง นอกจากนี้ สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทยยังมุ่งส่งเสริมโครงการรณรงค์เชิงนโยบายว่าด้วยกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ เพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้แก่เยาวชนโดยจัดทำค่ายเยาวชน เน้นการรับฟังและสะท้อนแนวคิดเกี่ยวกับยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ผ่านมุมมองของเยาวชนในการนำมาประยุกต์ใช้ภายใต้บริบทของสถานศึกษาในประเทศไทย” ดร.พิเศษ สอาดเย็น ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย กล่าวในพิธีเปิดงาน “ในภาคการศึกษา คณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และมูลนิธิเครือเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทย ซึ่งมาร่วมกับ TIJ เป็นกลุ่มนำร่องในการจัดกิจกรรมส่งเสริม RJ in School ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่ง ในการสร้างความตระหนักและความเข้าใจกลุ่มเยาวชนและครูที่เกี่ยวข้องในการระงับข้อพิพาทในโรงเรียน”ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ที่ปรึกษาสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่ง ประเทศไทย กล่าวเสริม ภายในงานเสวนาจะได้รับชมวิดีทัศน์หัวข้อ กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์กับความยุติธรรมทางอาญา โดย Yvon Dandurand ศาสตราจารย์เกียรติคุณสาขาอาชญาวิทยาและ กระบวนการยุติธรรมทางอาญา มหาวิทยาลัยแห่งแฟรเซอร์แวลลีย์ แคนาดา/นางประกายรัตน์ ต้นธีรวงศ์ อดีตประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ/ นายวงศ์เทพ อรรถไกวัลวที ที่ปรึกษาสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทยและอดีตรองเลขาธิการอาเซียนด้านประชาสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน/ นางทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนบ้านกาญจนาภิเษก รวมถึง เวทีเสวนา หัวข้อ การส่งเสริมกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ โดย ผู้กำกับภาพยนตร์สั้นเชิงสารคดีเรื่อง “ก้อนหินที่หายไป” คณบดีคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์หรือผู้แทน ประธานฝ่ายการศึกษามูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทย หรือผู้แทน คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หรือผู้แทน อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม หรือผู้แทน นำเสนองานวิจัยและดำเนินการเสวนา โดย นายอุกฤษฏ์ ศรพรหม ผู้จัดการโครงการการสนับสนุนงานด้านหลัก นิติธรรม สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย หรือ TIJ ยังคงมุ่งมั่นผลักดันให้มีการใช้ของการนำ กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ไปปรับใช้ในทุกขั้นของการดำเนินงาน ด้านความยุติธรรมในประเทศไทย และการทำความเข้าใจให้ความรู้กับทุกฝ่ายรวมถึงสังคมทั่วไปเป็นภารกิจสำคัญ นอกจากการจัดฉายในงานเสวนาวิชาการครั้งนี้แล้ว ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าชมภาพยนตร์สั้น “ก้อนหินที่หายไป” ได้ทางช่องยูทูบ "TIJ Just Right Channel" โดยหวังว่าเรื่องราวกินใจในชีวิตจริงที่ กลายมาเป็นละครสอนสังคมในหนังสั้นเรื่องนี้ จะช่วยสร้างพลังให้ผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนขับเคลื่อนและนำ “กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์” ไปปรับใช้ในการจัดการคดีความ หรือ ข้อพิพาท ในกระบวนการยุติธรรม และในสังคมต่อไปได้

TIJ เปิดรับสมัครผู้นำรุ่นใหม่ร่วมหลักสูตร TIJ-IGLP International Workshop จัดร่วมกับ IGLP แห่งมหาวิทยาลัย Harvard
สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ร่วมกับสถาบันเพื่อกฎหมายและนโยบายระดับโลกหรือ IGLP แห่ง Harvard Law School เปิดรับสมัครผู้บริหารและผู้นำรุ่นใหม่ เพื่อเข้าร่วมหลักสูตรนานาชาติด้านหลักนิติธรรมและการกำหนดนโยบาย (TIJ – IGLP International Workshop on the Rule of Law in Policy Making and Development Discourses) หลักสูตรเข้มข้นระยะสั้นนี้ เปิดกว้างสำหรับคนหลากหลายกลุ่ม ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมโดยไม่จำเป็นต้องเรียนจบกฎหมาย แต่เป็นบุคคลซึ่งมีความเป็นผู้นำและมีศักยภาพที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้สังคม เนื้อหาหลักสูตรมุ่งเน้นเรื่องหลักนิติธรรม การปฏิรูป กระบวนการยุติธรรม และการกำหนดนโยบายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ลดความเหลื่อมล้ำ และเท่าทันความเปลี่ยนแปลง มาร่วมผนึกกำลังสร้างสรรค์นโยบาย จุดประกายการเรียนรู้ ผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงไปด้วยกัน ผู้สนใจสามารถสมัครได้ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2565 เพื่อการร่วมหลักสูตร ระหว่างวันที่ 20 เมษายน –17 มิถุนายน 2565 โดยสามารถดูรายละเอียดได้ที่ https://tijforum.org/ และ สมัครออนไลน์ ที่ https://tijforum.org/application

TIJ – กรมราชทัณฑ์ลงนาม MOU เปิดหลักสูตรฝึกอบรม "แนวปฏิบัติต่อผู้ต้องขังตามมาตรฐาน UN"
สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติดูแลผู้ต้องขังให้บุคลากรมีความรู้ ความเข้าใจ และมีศักยภาพในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังตามมาตรฐานที่ดี ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ และองค์การสหประชาชาติ (United Nations) โดยได้จัดฝึกอบรมบุคลากรของกรมราชทัณฑ์และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมาโดยตลอด แต่จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการจัดกิจกรรมและหลักสูตรได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ TIJ จึงได้ร่วมกับ กรมราชทัณฑ์ ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) เพื่อการพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังตามมาตรฐานสหประชาชาติ เพื่อยกระดับการบริหารจัดการเรือนจำในประเทศไทย เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2565 ที่ห้องประชุมอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ชั้น 2 อาคารกรมราชทัณฑ์ นายอายุตม์ สินธพพันธุ์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวในพิธีลงนามว่า ในอนาคตกรมราชทัณฑ์จะร่วมมือกับ TIJ มากขึ้น เพื่อให้เกิดการจัดอบรมหลักสูตรอย่างต่อเนื่อง หวังว่าความร่วมมือนี้จะเอื้อให้เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้รับความรู้ทางวิชาการที่สอดคล้องกับมาตรฐานสหประชาชาติ เท่าทันกับสถานการณ์ปัจจุบัน พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในอนาคต เช่น หากเกิดโรคระบาดในเรือนจำจะทำอย่างไร วิธีการดูแลแม่และเด็กในเรือนจำ แนวทางการลงโทษที่ปกป้องสิทธิมนุษยชนเป็นอย่างไร ดร.พิเศษ สอาดเย็น ผู้อำนวยการ TIJ เสริมว่า พิธีลงนามในครั้งนี้เป็นนิมิตหมายสำคัญของการทำงานของ TIJ ด้วย TIJ มีภารกิจในการนำข้อกำหนดกรุงเทพมาใช้ให้เกิดผลได้จริงในสังคมไทย การได้ทำความเข้าใจกับผู้บริหารของกรมราชทัณฑ์และรับรู้อุปสรรคที่เกิดขึ้นกับการทำงานจริงของกรมราชทัณฑ์ ถือเป็นการรับรู้ปัญหาจากหน้างานจากการนำมาตรฐานสหประชาชาติมาใช้ในบริบทของประเทศไทย และจะได้แก้โจทย์ไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งเชื่อว่า ผู้บริหารราชทัณฑ์จะเป็นผู้ให้ข้อมูลที่สำคัญ “ผมหวังว่าจุดเริ่มต้นการทำงานวันนี้จะทำให้ผู้บริหารของกรมราชทัณฑ์เปิดใจให้ข้อมูล นำไปสู่การทำให้คุณภาพของผู้กระทำผิดดีขึ้น และสร้างความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรม” ดร.พิเศษ กล่าวทิ้งท้าย นอกจากการลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ ผู้แทน TIJ และคณะผู้บริหารพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ของกรมราชทัณฑ์ ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากกรมราชทัณฑ์ให้เป็นคณะทำงานในการพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังตามมาตรฐานสหประชาชาติ เพื่อยกระดับการบริหารจัดการเรือนจำในประเทศไทย ได้เข้าร่วมการประชุมครั้งที่ 1/2565 โดยมีวาระเพื่อพิจารณาร่างหลักสูตรฝึกอบรมว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังตามมาตรฐานสหประชาชาติสำหรับผู้บริหารงานราชทัณฑ์ ทั้งนี้ คณะผู้เข้าร่วมประชุมได้ให้ความเห็นชอบกับร่างหลักสูตร ซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นจากพื้นฐานของข้อกำหนดสหประชาชาติ กรอบแนวคิดทางด้านอาชญาวิทยา ข้อค้นพบทางด้านวิจัย แนวปฏิบัติที่ดีที่ใช้ในงานราชทัณฑ์ประเทศต่าง ๆ รวมถึงประเด็นความเคลื่อนไหวที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ โดยมีรายวิชาทั้งหมด 12 รายวิชา สำหรับหลักสูตรนี้ TIJ จะร่วมกับกรมราชทัณฑ์จัดกิจกรรมฝึกอบรมให้กับผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ในช่วงปลายปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 ที่ผ่านมา TIJ ได้ร่วมกับกรมราชทัณฑ์ในการจัดกิจกรรมและโครงการเพื่อเสริมสร้างศักยภาพบุคลากรทั้งในประเทศและในภูมิภาคอาเซียน โดยการฝึกอบรมหลักสูตรและโครงการต่าง ๆ ที่มีความก้าวหน้า คือ โครงการเรือนจำต้นแบบตามมาตรฐานข้อกำหนดกรุงเทพ ซึ่งทำมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 มีเรือนจำต้นแบบทั่วประเทศแล้ว 17 แห่ง และการอบรมหลักสูตรผู้บริหารราชทัณฑ์อาเซียน เช่น กัมพูชา อินโดนีเซีย ซึ่งประสบความสำเร็จด้วยดี โดยกรมราชทัณฑ์กัมพูชาได้เริ่มโครงการนำร่องใช้ข้อกำหนดกรุงเทพในเรือนจำ CC2 เรือนจำที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ตั้งแต่ พ.ศ. 2562

TIJ เปิดรับสมัครผู้นำรุ่นใหม่เข้าร่วมหลักสูตร RoLD 2022
สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย หรือ Thailand Institute of Justice (TIJ) เปิดรับสมัครผู้เข้าอบรมหลักสูตรผู้นำรุ่นใหม่ด้านหลักนิติธรรมและการพัฒนา หรือ The Rule of Law and Development Program หรือ RoLD Program by TIJ โดยในปีนี้ใช้ชื่อหลักสูตรว่า "RoLD 2022 - Beyond Leadership Leading with Trust & Conviction" ชวนทุกท่านที่สนใจมาร่วมหลักสูตรที่เปิดโอกาสให้ทุกท่านมีพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้นำรุ่นใหม่ผ่านแนวคิด การพัฒนาความเป็นผู้นำในตัวเอง เพื่อให้พร้อมรับมือความเปลี่ยนแปลงและอุปสรรคในอนาคตได้อย่างยั่งยืน เปิดรับสมัคร ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2565 สนใจสมัครหรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ tijrold.org สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Email: rold@tijthailand.org กำหนดการหลักสูตร ระยะเวลาอบรม มีนาคม 2565 ถึง กันยายน 2565 ทุกวันพฤหัสบดี เวลา 17.00 – 20.00 น. (ยกเว้นวันหยุดเทศกาล)

TIJ ชวนผู้สนใจร่วมกิจกรรมผ่านบอร์ดเกม พัฒนาทักษะอารมณ์ ประยุกต์ใช้ดูแลเด็กและเยาวชน
เพราะเรื่อง ความคิดและอารมณ์ของเด็ก ๆ เป็นเรื่องสำคัญ หากคุณเป็นผู้ที่ทำงานหรืออยู่ใกล้ชิดกับเด็กและเยาวชน ที่ต้องการทำความเข้าใจความคิด และ เข้าถึงอารมณ์ของเด็ก ๆ ได้ง่ายขึ้น TIJ ขอชวนผู้สนใจทำความรู้จักกับ “เครื่องมือใหม่” ที่จะช่วยให้คุณเข้าใจอารมณ์ รู้ทันความคิดตัวเองและผู้คนรอบข้าง พร้อมพัฒนาทักษะการรับมือกับอารมณ์และความคิดของตนเอง ผ่านการอบรมออนไลน์เพื่อเรียนรู้การสอนทักษะชีวิตให้เด็ก ๆ ด้วยบอร์ดเกม “ออกไปข้างใน” โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย (รับจำนวนจำกัด) ผู้สนใจรีบสมัครได้ที่ >> https://bit.ly/3F2UftK เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 15 มกราคม 2565 คอร์สอบรมนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ทำงานกับเด็กและเยาวชน เช่น ครู/อาจารย์ ผู้นำกลุ่มเยาวชน นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ เจ้าหน้าที่สถานพินิจ พ่อ แม่ ผู้ปกครอง สิ่งที่ผู้เข้าร่วมจะได้รับ คือ 1. ได้ทบทวนและตรวจสอบตัวเองเพื่อเปิด "พื้นที่ปลอดภัย" ให้กับวงพูดคุยให้คำปรึกษา 2. ได้ฝึกทักษะการเป็น "ผู้นำกระบวนการ" เรื่องการการฟัง การตั้งคำถาม และการถอดบทเรียน 3. ได้เรียนรู้เครื่องมือและวิธีการเล่น บอร์ดเกม ”ออกไปข้างใน” 4. ได้รับบอร์ดเกม “ออกไปข้างใน” ฟรี เพื่อนำไปใช้ทำงานกับเด็กและเยาวชน (จัดส่งให้ทางไปรษณีย์ จำกัดจำนวน 250 ท่านเท่านั้น) สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม เว็บไซต์ : https://bit.ly/Outsideinth อีเมล : w.natthakan@a-chieve.org โทร : 084-900-7898 โบ , 081-423-3323 เอิร์ธ #TIJ #กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน #ClubCreative #achieveอาชีพที่ใช่ชีวิตที่ชอบ

“ความงามของโอกาส” ให้โอกาสผู้พ้นโทษกลับคืนสู่สังคมอีกครั้ง
เนื่องในโอกาสครบรอบ 11 ปี ของการรับรองข้อกำหนดสหประชาชาติ ว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงและมาตรการที่มิใช่การคุมขังสำหรับผู้กระทำผิดหญิง หรือ “ข้อกำหนดกรุงเทพ” สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ได้จัดแสดงนิทรรศการศิลปะ “ความงามของโอกาส” เพื่อบอกเล่ามุมมองการให้โอกาสผู้ก้าวพลาดในการกลับคืนสู่สังคม ณ อุทยาน 100 ปี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 22 – 26 ธันวาคม 2564 ที่ผ่านมา โอกาสเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) เล็งเห็นว่า “โอกาส” คือสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับผู้ต้องขัง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่พ้นโทษและได้กลับคืนสู่สังคม เพื่อจะได้สามารถเริ่มต้นชีวิตใหม่ และดำเนินชีวิตต่อไปอย่างมีคุณภาพ ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีปัญหาผู้พ้นโทษกระทำผิดซ้ำสูงมาก เพราะสังคมไทยมองข้ามไป จึงไม่มีการให้พื้นที่/โอกาส ในการประกอบอาชีพและเข้าสู่ตลาดแรงงานของผู้พ้นโทษ ในการเริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างเพียงพอ ทำให้ผู้พ้นโทษจำนวนมากไม่มีที่ไป ไม่ได้รับการยอมรับ จนต้องกลับสู่วงจรชีวิตเดิม และกระทำผิดซ้ำ จนต้องกลับสู่เรือนจำอีก การตระหนักถึงปัญหาและหาวิธีแก้ไขอย่างยั่งยืน คือเรื่องสำคัญที่ทุกภาคส่วนควรจะร่วมมือกัน เพราะการกระทำผิดซ้ำไม่เพียงแต่ส่งผลให้เกิดความแออัดในเรือนจำเท่านั้น แต่การกระทำผิดซ้ำ ยังทำให้ประเทศไทยโดยส่วนรวมของเรา เสียโอกาสด้านทรัพยากรบุคคลที่จะได้พ้นโทษออกมาร่วมพัฒนาสังคมและประเทศต่อไป ดร.พิเศษ สอาดเย็น ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) กล่าวว่าตลอดระยะเวลา 11 ปีที่ผ่านมา สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) หน่วยงานภายใต้กระทรวงยุติธรรม ร่วมกับภาคีเครือข่ายต่าง ๆ มีส่วนสำคัญในการร่วมกันผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรม เพื่อสนับสนุนผู้พ้นโทษในการกลับคืนสู่สังคมอย่างยั่งยืน นับเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมการอนุวัติข้อกำหนดกรุงเทพ หรือข้อกำหนดสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิง และมาตรการที่มิใช่การคุมขังสำหรับผู้กระทำผิดหญิง เป็นมาตรฐานระหว่างประเทศที่ทั่วโลกยึดถือเป็นแนวปฏิบัติในการดูแลผู้ต้องขังหญิง โดยข้อกำหนดดังกล่าวได้รับการรับรองจากที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2553 นิทรรศการศิลปะภายใต้หัวข้อ “ความงามของโอกาส” คือส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นของสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) เพื่อสื่อสารประเด็นปัญหานี้สู่สาธารณชน โดยถ่ายทอดประสบการณ์ เรื่องราว และมุมมองของศิลปินและนักออกแบบเกี่ยวกับประชากรในรั้วเรือนจำ ไม่ว่าจะเป็นมุมมองเกี่ยวกับคุณค่าของบุคคล ศักยภาพ อิสรภาพ ความเท่าเทียม และความสำคัญของการให้โอกาสผู้ก้าวพลาดในรูปแบบต่างๆ จากสังคม ที่จะช่วยให้ผู้ต้องขังสามารถเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้อย่างสง่างามอีกครั้ง "โอกาส" ในมุมมองของศิลปิน โอกาสที่งดงาม นายนพพล ชูกลิ่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท รีเทล บิสซิเนส โซลูชั่น จำกัด ได้รับแรงบันดาลใจในการเข้ามาทำงานเพื่อช่วยเหลือผู้ต้องขัง มาจากการอบรมหลักสูตรหลักนิติธรรมและการพัฒนาที่ยั่งยืน (RoLD Programme) รุ่นที่ 1 จัดโดย TIJ นายนพพล ริเริ่มทำโครงการช่วยเหลือผู้ต้องขัง ตั้งแต่การฝึกอาชีพผู้ต้องขังที่กำลังจะพ้นโทษ โดยนำตัวผู้ต้องขังกลุ่มหนึ่งออกมาช่วยทำงาน ในฐานะผู้คุมการผลิตในโรงงานเชื่อมโลหะ แบบเช้าไปเย็นกลับ การรับผู้ต้องขังที่เพิ่งพ้นโทษเข้าทำงานที่บริษัท รวมทั้งการตั้งกลุ่มงาน Call Center ให้ผู้ต้องขังเป็นผู้ให้บริการ โดยการโทรศัพท์ออกไปยังลูกค้า ปัญหาหนึ่งที่พบการที่เรือนจำไม่รู้ภูมิหลังของผู้ต้องขัง ซึ่งเป็นไปเพราะข้อจำกัดต่าง ๆ อย่างกฎระเบียบและงบประมาณ เป็นสาเหตุสำคัญให้การพัฒนาศักยภาพของผู้ต้องขังไม่อาจเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนอาจกล่าวได้ว่า กิจวัตรประจำวันของพวกเขาในเรือนจำอยู่ที่การเลือก คือ “เลือกที่จะให้เวลาฆ่าเขา หรือเขาฆ่าเวลา” ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการถ่ายภาพ ภาพที่คุณนพพลนำมาแสดงในนิทรรศการครั้งนี้ มุ่งถ่ายทอดให้เห็นว่าเวลาของคนหลังกำแพงแตกต่างจากคนข้างนอกด้วยเหตุนี้เอง “ผมหวังว่าภาพเหล่านี้จะทำให้เห็นว่า ความงามของโอกาส อยู่ที่การบริหารเวลา การมีความสุขกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ความอดทน และการได้อยู่กับตัวเองมากขึ้น” Call Me by My Name ครั้งแรกที่เข้าไปในเรือนจำ นางสาวจาริณี เมธีกุล “ลุงเปิ้ล” รู้สึกกลัว เพราะเธอเคยเห็นผู้ต้องขังแต่ในสารคดี ที่ต้องทำการ “เบลอ” หน้าผู้ต้องขังเพื่อปิดบังตัวตน เมื่อนำเนื้อหาเหล่านั้นออกเผยแพร่สู่สาธารณะ แต่ในความเป็นจริง เธอพบว่ามีผู้ต้องขังบางคนไม่อยากเบลอหน้า เพราะพวกเขารู้สึกว่ามีตัวตน และจะมีตัวตนอย่างมีคุณค่าได้ เธอจึงเริ่มต้นทำกิจกรรม Call me by my name เพื่อสื่อสารกับผู้ต้องขัง ว่าอย่าให้คนอื่นเรียกคุณด้วยชื่ออื่น เธอจัดกิจกรรมวาดภาพให้กับผู้ต้องขัง ที่ได้รับคัดเลือกมาจากเรือนจำราชบุรี ใช้เวลา 3 ชั่วโมง แต่เป็นช่วงเวลาที่ผ่านไปเร็วสำหรับผู้ต้องขัง ด้วยบรรยากาศที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ การได้รู้จักกับคนอื่นจากแดนอื่น ผ่านการวาดภาพไม่เหมือน การเลือกใช้สีและกระดาษวาดภาพที่ดีที่สุดอย่างเต็มที่ โดยไม่มีกรอบใด ๆ มาจำกัดจินตนาการ ภาพวาดไม่เหมือนของผู้ต้องขังแต่ละคนมีความแตกต่างอย่างมีเอกลักษณ์ และเปี่ยมด้วยความหวังและความฝัน หลายภาพเผยให้เห็นความต้องการในใจอย่างการใส่ชุดเสื้อกาวน์ เพราะผู้ต้องขังผู้นั้นมีฝันอยากเป็นหมอ การวาดให้ผมมีสีต่างจากเดิม เพราะอยู่ในเรือนจำไม่สามารถย้อมผมได้ และบางคนอาจมีความสุขเพิ่มขึ้นในขณะนั้นเพียงเพราะได้จับดินสอเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี “เราคิดว่า คงเป็นเรื่องที่สนุกดี หากผู้ต้องขังออกมาแล้วได้มาเดินดูภาพตัวเองร่วมกับคนอื่นๆ โดยที่ไม่มีใครรู้ว่าเขาคือคนในภาพ ไม่ต้องมีใครกลัวใครอีกต่อไป เพราะอย่างไรเขาก็ต้องออกมาใช้ชีวิตเป็นปกติแบบทุกคนเหมือนกัน” Hourglass นายนรรัตน์ ถวิลอนันต์ อนันต์ ศิลปิน Street Art ภายใต้นามปากกา Abi ศิลปินแนวสตรีทอาร์ทผู้รังสรรค์งานทั้งบนพื้นผนัง ควบคู่กับบนผืนผ้าใบ ตลอดมาเขาสนใจประเด็นทางสังคม และได้ทำงานสื่อสารประเด็นปัญหาหลากหลาย อย่างเด็กโดนทำร้ายและการค้ามนุษย์ โดยเริ่มจากการวาดการ์ตูนในที่สาธารณะจนต่อมาก็ได้ขัดเกลาความคิดให้แหลมคมและตกตะกอนยิ่งขึ้น และค้นพบว่าตนเองสามารถสร้างสรรค์สังคมได้ด้วยศิลปะ “วิธีการทำงานของผมจึงไม่ได้เป็นแนวป๊อบปูล่าร์เหมือนคนอื่น แต่ยึดหลักความเป็นจริง เหมือนตัวละครตัวหนึ่งที่เล่าเรื่องว่าในวันนั้นได้พบเจอความยุติธรรมหรือไม่ยุติธรรมอย่างไรบ้าง” คุณนรรัตน์ เล่าถึงผลงานของตน ในคราวนี้คุณแอ๊บยินดีที่จะส่งผลงานเข้าร่วมแสดงภายในงาน “ความงามของโอกาส” เป็นภาพนาฬิกาทราย (Hourglass) ซึ่งเกิดจากแรงบันดาลใจจากจดหมายหลายฉบับของผู้ต้องขังที่เดินทางมาถึงมือคุณแอ๊บ จดหมายเหล่านั้นได้ถูกเรียบเรียง ตีความ พลิกความคิด กระทั่งมองเห็นถึงความหวังหลังเส้นสายลายมือของผู้ต้องขัง “รอวันสู่อิสรภาพ เนื้องานมาจากตรงนั้น มาจากทั้งที่เคยได้เข้าไปสังเกตบรรยากาศในเรือนจำ และการอ่านจดหมายของผู้ต้องขัง กระทั่งเกิดแรงบันดาลใจ ความรักและเวลาที่เหลืออยู่ คืออารมณ์หลักของภาพ” เจ้าของภาพสีสเปรย์ ภายใต้หมวกและแมสก์เล่าให้เราฟังด้วยเสียงที่มีความหวัง นอกจากสามมุมมองของของศิลปินสามท่านนี้ ยังมีผลงานศิลปะที่น่าสนใจอื่น ๆ อีก เช่น ผลงานวาดภาพประกอบ “โอบกอด โอกาส” โดย นายอนุชิต คำน้อย เจ้าของเพจเฟซบุ๊ค “คิ้วต่ำ” โดยได้มาแลกเปลี่ยนแนวคิดในการวาดภาพชุดนี้ให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ฟังกันอย่างจุใจ อีกทั้งยังมีผลงาน “โอกาสจากงานช่าง” โดยผู้ต้องขังในโครงการช่างสิบหมู่เรือนจำพิเศษธนบุรี ที่ฝึกสอนโดยอาจารย์พิรุณ ศรีเอี่ยมสะอาด ครูช่างศิลปหัตถกรรมประจำปี 2556 ผลงานภาพถ่าย “บทพิสูจน์ชั่วชีวิตของอดีตนักโทษสู่สังคม” โดย นายสมศักดิ์ เนตรทอง ช่างภาพสารคดีประจำสำนักข่าว PPTV ที่ได้ถ่ายภาพเล่าเรื่อง ผ่านการตามติดชีวิตจากอดีตผู้ก้าวพลาดคนหนึ่งที่เคยกระทำผิดซ้ำและเข้าไปอยู่ในเรือนจำถึง 4 ครั้ง แต่ได้รับโอกาสจากโครงการ Hygiene Street Food ที่ TIJ ร่วมกับ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และภาคเอกชน โดยเน้นการให้ความรู้ฝึกอบรมแก่ผู้พ้นโทษหรือผู้ต้องขังที่ใกล้พ้นโทษที่ผ่านการคัดเลือก ให้มีทักษะในการทำอาหาร รวมถึงทักษะจำเป็นอื่น ๆ เช่น ทักษะการขายออนไลน์อย่างไรให้ได้เงินเยอะ จนกระทั่งวันที่ได้รับมอบรถเข็นขายอาหาร ทำให้ชีวิตปัจจุบันเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น นอกจากนี้ในนิทรรศการยังมีผลงานออกแบบสถาปัตยกรรม “โอกาสสถาน” โดย นักศึกษาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ภายใต้การดูแลของ ผศ. ดร. ฤทธิรงค์ จุฑาพฤฒิกร คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ที่ได้มาร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิด “See more” ในการออกแบบเรือนพธำมรงค์ เพื่อสะท้อนมุมมองของการให้ “ผู้ต้องขังออกมาอยู่ข้างหน้า” มากขึ้น อีกทั้ง ภายในงานนิทรรศการนี้ยังเปิด "โอกาส" ให้ผู้พ้นโทษได้ร่วมเป็นไกด์นำชมนิทรรศการ ในมุมต่าง ๆ ด้วย งานนิทรรศการทั้งหมดนี้ ก็เพื่อสะท้อนว่า ไม่ว่าจะเป็นใครก็ย่อมเคยทำผิดพลาด ดังนั้น “การมอบโอกาส” จึงเป็น “ความงาม” อย่างหนึ่ง ถือเป็นสิ่งสำคัญและช่วยหล่อเลี้ยงจิตใจให้ทุกคนที่เคยทำผิดพลาดสามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างงดงาม

ชวนอ่านบทความ "หนากว่ากำแพงคุกคือกำแพงคน"
“เราก็เข้าใจนะว่าคนข้างนอกเขาก็กลัวเรา…คำพูดนึงที่เราได้ยินจากคนนอกคือ เตรียมตัวนะ พวกเลวออกมาแล้ว วันนั้นเราคิดในใจว่าเราเลวขนาดนั้นเลยเหรอ เราขายยา แต่เราไม่ได้ไปบังคับจี้คุณ...วันที่เราออกมาถามว่ากลัวมั้ย เรากลัวนะ กลัวหลายๆ อย่าง แต่เราพยายามยืนอยู่ในจุดที่เราตั้งใจไว้” หลายคนคิดว่าอิสรภาพของนักโทษคือการก้าวขาออกจากเรือนจำ แต่สำหรับ “คนรอบ” หรือผู้กระทำความผิดซ้ำ ต่างรู้ดีว่าการกลับสู่โลกภายนอกไม่ใช่เรื่องง่าย เมื่อไม่มีเงิน ไม่มีอาชีพ และไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม จนท้ายที่สุดก็ต้องหวนกลับเข้าสู่วังวนเดิม ตลอดระยะเวลาหนึ่งชั่วโมงที่คุยกับ “โบว์” อดีตนักโทษที่เริ่มเส้นทางชีวิตใหม่ในวัย 32 ปี ด้วยการทำตามความฝันกับสถานะ “เจ้าของร้านอาหาร” โบว์เล่าถึงเรื่องราวการเผชิญกับ “กำแพงคน” ที่สูงและหนายิ่งกว่ากำแพงคุก เมื่อประตูถูกเปิดออกแบบไร้จุดหมาย “เคว้ง…กลัวรถ กลัวถนน กลัวไปหมด แค่ก้าวออกมาจะไปซ้ายไปขวายังไม่รู้เลย” คือความรู้สึกวินาทีแรกของ โบว์ หลังเดินออกมานอกรั้วประตูเรือนจำ พร้อมเงินติดตัวราว 2,000-3,000 บาท ที่เก็บหอมรอมริบจากการทำงานช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ ระหว่าง 3 ปี 9 เดือนที่ถูกคุมขัง โบว์ตัดสินใจเรียกแท็กซี่และเดินทางไปสถานที่ที่รู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย และไร้คนตีตรา ซึ่งสถานที่นั้นไม่ใช่บ้าน แต่เป็น “โบสถ์” “ตอนนี้บ้านเหมือนไม่ใช่บ้านแล้ว ในความคิดของคนที่เคยติดคุกนานๆ แล้วกลับไปอยู่บ้าน มันไม่ใช่แค่ออกมาเข้าค่ายแล้วกลับไปอยู่บ้านนะ มันมีความกดดัน ความอึดอัด” นี่เป็นครั้งที่ 4 ของการกลับสู่อิสรภาพอีกครั้ง แต่ครั้งนี้แตกต่างไปจากทุกครั้งที่ผ่านมา โบว์ตั้งใจว่าจะหางานทำ เริ่มชีวิตใหม่ และไม่หันหลังกลับไปใช้ชีวิตในสถานที่ที่เขาเรียกมันว่า “โรงเรียน” ไม่ใช่คุก เนื่องจากหลายอย่างที่ได้เรียนรู้หลังกรงเหล็กในวันนั้น กลายมาเป็นกรงเล็บให้โบว์ได้สู้ชีวิตในวันนี้ เมื่อไม่ได้ถูกปลูกฝังให้มีฝัน การเข้า ๆ ออก ๆ “โรงเรียน” เริ่มต้นตั้งแต่วัย 16 โบว์พาย้อนอดีตไปสู่เหตุการณ์ที่เป็นดั่งต้นเรื่องราวทั้งหมด โบว์เล่าว่าตัวเองมีสถานะเป็น “ลูกสาว” คนสุดท้องของป๊าและแม่ หลังจากที่ทั้งคู่มีลูกชายมาแล้วถึง 3 คน ตั้งแต่เด็ก ๆ นอกจากการทำอาหาร การวาดรูปก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งในชีวิตที่โบว์ชอบ จนท้ายที่สุดความชอบก็แปรเปลี่ยนเป็นเป้าหมายเล็ก ๆ เมื่อตัดสินใจขอที่บ้านเรียนต่อ ‘โรงเรียนเพาะช่าง’ แต่พี่ชายคนโตของโบว์กลับปฏิเสธคำขอนี้ แม้นั่นจะเป็นสิ่งที่น้องรัก โดยให้เหตุผลว่าสิ่งที่โบว์ชอบไม่สามารถเป็นอาชีพที่หาเลี้ยงตัวเองได้ “เราไม่ได้ถูกปลูกฝังมาให้มีความฝัน ต้องทำตามสิ่งที่ครอบครัวต้องการ ครอบครัวอยากให้ดูแลร้านข้าวแกงแม่ต่อ เรารู้สึกว่าสิ่งที่เราชอบเขาไม่โอเคกับเรา” เหตุการณ์นี้ได้กลายเป็นจุดแตกหักในความสัมพันธ์ระหว่างโบว์กับครอบครัว เขาตัดสินใจลาออกจากโรงเรียนมัธยมเดิมที่เคยเรียนกลางคัน พร้อมกับเก็บข้าวของย้ายออกจากบ้าน ก่อนที่อดีตนักเรียน ม.3 จะย้ายไปอยู่อาศัยกับ “แก๊งเพื่อน” ที่ได้กลายมาเป็นที่ครอบครัวใหม่ของเขา ณ วันนั้นเอง โบว์ไม่รู้ว่าการได้รู้จักกับเพื่อนกลุ่มนี้จะเปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาล “พอไปเจอเพื่อนกลุ่มนี้ เราก็เข้าสู่วงการค้ายา เอาทุกอย่าง ตั้งแต่อายุ 17 เจอคดีเสพ ติดคุกอยู่ไม่ถึงปี หลังจากนั้นพอออกมาก็ยังโคจรอยู่กับเพื่อนกลุ่มนี้ พออายุ 21 เราโดนจับคดีจำหน่ายยาเสพติด มันพลิกชีวิตเราเลย” เมื่อชีวิตใหม่ไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ แต่เริ่มจากติดลบ ในการได้รับอิสระครั้งก่อน ๆ หลายครั้งที่โบว์พยายามไปสมัครงาน แต่เมื่อบริษัทเหล่านั้นเอา ประวัติไปตรวจสอบ คำว่า “อดีตผู้ต้องขังในประวัติอาชญากรรม” จะลอยห้อยท้ายไม่ต่างกับนามสกุลของโบว์เสมอ และนั่นก็กลายเป็นคำปฏิเสธการว่าจ้างไปโดยปริยาย การตระเวนเขียนใบสมัครงานประจำกลายมาเป็นกิจกรรมที่ไร้ความหวังของโบว์ เขาลองไปสมัครงานพาร์ทไทม์เพื่อหวังจะมีรายได้เลี้ยงชีพบ้าง แต่กลับถูกปฏิเสธอีกครั้งเมื่อเขามีรอยสักรูปไม้กางเขนที่ต้นคอตามศาสนาคริสต์ที่เขายึดถือ และลายการ์ตูน “ป๊อปอาย” ที่แขน ศิลปะบนเนื้อตัวของโบว์ กลายเป็นสิ่งที่คนรอบข้างตีตราโบว์ว่าเป็น “คนไม่ดี” บวกกับประวัติเคยขายยาเสพติดที่เป็นเรื่องผิดกฎหมาย ชีวิตใหม่ของโบว์จึงไม่ง่าย หรืออย่างน้อยมันก็ยากกว่าการกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิม “การที่เราออกมามันไม่ใช่แค่เริ่มจากศูนย์ มันเริ่มจากติดลบเลย เราตั้งใจหางานทำ แต่การหางานทำก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ออกมาเหมือนเราเคว้ง…จนกระทั่งหางานทำไม่ได้แล้วอะ เราทำไงได้ นอกจากกลับมาจับตรงนี้เหมือนเดิม กลับมาพัวพันอยู่ในจุด ๆ เดิม ไม่ใช่ว่าเราไม่พยายาม เราพยายามแล้วแต่ไม่มีตัวช่วย…ไม่ได้คิดอยากกลับไปนะ แต่สังคมรอบข้างมันบีบ มันเหนื่อยจริงๆนะ” โบว์ ฉายภาพให้เห็นความลำบากของการใช้ชีวิตปกติเมื่อมีสถานะเป็นอดีตผู้ต้องขัง และสาเหตุที่เขากลับไปสู่วังวนเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมื่อไม่อยากอยู่คุกไปตลอดชีวิต สำหรับ “ผู้กระทำผิดซ้ำ” อย่างโบว์ เป็นกลุ่มคนที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “ชั้นเลว” การที่จะไต่อันดับขึ้นมาเป็น “ชั้นดี” นั้นต้องมีความประพฤติที่ดี โบว์ได้ช่วยงานหลายอย่างใน “กองนอก” เช่น งานเอกสาร และสารพัดอย่างที่ “ผู้คุม” ขอให้ช่วยเหลือ วันหนึ่งขณะที่โบว์ต้องช่วยพยุง “ยาย” ผู้ต้องขังสูงวัยไปอาบน้ำ ความคิดที่ผุดขึ้นในหัวของโบว์คือการจินตนาการภาพตัวเองหากชีวิตของเขาจะวนกลับเข้ามาอยู่ในเรือนจำตอนอายุเยอะ เมื่อไม่อยากให้ภาพนั้นเกิดขึ้นจริง นั่นเป็นจุดแรกที่โบว์ตั้งเป้าหมายว่าชีวิตในเรือนจำจะจบลงในรอบนี้ และจะเริ่มชีวิตใหม่ตามความชื่นชอบของเขาเอง นั่นก็คือการทำอาหาร ความทรงจำของโบว์ในวัยเยาว์คือการเป็นลูกแม่ค้าขายข้าวแกง และนั่นอาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การทำอาหารเป็นสิ่งที่คุ้นเคย โบว์พูดถึงความสนุกในการนำเมนูอาหารมาฟิวชั่นกันไปมาด้วยแววตาที่สดใสขึ้น ต่างกับแววตาตอนที่เขาเล่าถึงเส้นทางการเดินตามความฝัน “อีกไม่กี่วันหนูจะออกแล้วนะ มีอะไรให้หนูซ่อมป่าว” โบว์ถามผู้คุมไม่กี่วันก่อนพ้นโทษ “ก็ไม่เรียกมึงซ่อมหรอก เดี๋ยวมึงก็กลับเข้ามาใหม่” เจ้าหน้าที่กล่าว นั่นอาจเป็นคำสบประมาทแรกที่โบว์ได้รับก่อนเริ่มชีวิตใหม่ เมื่อออกจากทัณฑสถาน การเริ่มนับหนึ่งยังคงยากเช่นเดียวกับครั้งก่อนๆ เมื่อได้รับโอกาสให้เริ่มต้นใหม่ วันหนึ่งเพื่อนของโบว์ได้แนะนำให้เขาดูโพสต์ประชาสัมพันธ์จากเพจ CARE (ศูนย์ประสานงานและส่งเสริมการมีงานทำ) ของกรมราชทัณฑ์ โดยเนื้อหาในโพสต์ได้ระบุถึงรายละเอียดโครงการ “Street Food สร้างโอกาส” โครงการของหน่วยงานรัฐที่ร่วมมือกับเอกชน จัดขึ้นมาเพื่อช่วยผู้พ้นโทษให้มีอาชีพ แม้ส่วนตัวโบว์จะรู้สึกไร้ความหวังเช่นเดียวกับการยื่นสมัครงานแห่งอื่นๆ แต่เขาก็ลองส่งเอกสารสมัครไป “เรานึกว่าเราคงสมัครไม่ได้แล้ว ปรากฏว่าเขาติดต่อกลับมา เราดีใจมาก” โบว์เล่าด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น นี่คงเป็นอารมณ์เดียวกับตอนที่เขาทราบข่าวว่าความฝันในการมีร้านอาหารของเขากำลังจะเป็นจริงแล้ว “จะไปได้สักกี่น้ำ” คือคำถามที่คนรอบข้างถามมาทันทีที่โบว์บอกว่ากำลังจะเป็นเจ้าของร้านอาหาร แม้สิ่งที่ได้ยินจะชวนให้เจ็บปวดไปทั้งใจ แต่ท้ายที่สุดสิ่งที่โบว์เลือกทำคือ “ไม่สนใจ เราแคร์ตัวเราเองดีกว่า” ร้านอาหาร “กินแกง” ตั้งอยู่ในย่านเดียวกับที่ครอบครัวและญาติของโบว์พักอาศัย แน่นอนว่าทุกคนบริเวณนั้นทราบดีว่าประวัติของโบว์เป็นอย่างไร แม้เคยมีความคิดอยากไปอยู่ในที่ที่ไม่มีคนรู้จัก แต่ด้วยเงินทุนและความคุ้นเคยกับสถานที่ ก็ทำให้รถเข็นของโบว์ตั้งอย่างองอาจอยู่ในที่ที่สามารถให้คนรู้จักได้แวะเวียนเข้ามาเป็นลูกค้า ท่ามกลางคำสบประมาทก็ยังมีคำให้กำลังใจจากผู้คนในละแวกนั้นที่ชื่นชมโบว์ที่หันมาประกอบอาชีพสุจริต แต่หนึ่งกำลังใจที่สำคัญคือการที่ป๊าแอบมาเดินดูร้านของเขา แม้ว่ายังไม่มีบทสนทนาใดเกิดขึ้นระหว่างโบว์และป๊า แต่นี่ก็กลายเป็นแรงที่ทำให้โบว์ตั้งใจว่าจะทำร้านนี้ให้ดีที่สุดเพื่อลบคำดูถูกที่เคยประสบมา กว่าหนึ่งเดือนที่ร้านกินแกง ได้สร้างสรรค์เมนูอาหารหลากหลายตามที่ลูกค้าจะแวะเวียนเข้ามาสั่ง ชีวิตประจำวันของโบว์ได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เขาต้องตื่นแต่เช้าเพื่อไปตลาด โบว์ตั้งใจว่าวัตถุดิบของร้าน “กินแกง” จะต้องสดใหม่ทุกวัน และความตั้งใจนี้ก็ได้รับผลตอบแทนเป็นรายได้วันละ 1,000 บาท พอให้โบว์หายเหนื่อยได้บ้าง การเริ่มต้นใหม่โดยที่มีต้นทุนติดลบอาจจะมีอุปสรรค ต้องใช้เวลา และต้องใช้ความพยายามอย่างหนัก ก่อนจบบทสนทนาโบว์ฝากถึงคนที่กำลังจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ ว่าหากรู้สึกเคว้ง หมดกำลังใจ ขอให้อดทนและมองหาโอกาสเพื่อที่จะเริ่มต้นใหม่ “อดทน ถ้าเกิดเราไม่อดทน แป๊บเดียวเราก็ไป จริง ๆ นะ อดทนให้ได้ มองหาโอกาส มีศูนย์แคร์ มีศูนย์ต่างๆ โอกาสมันมา แค่เราเดินเข้าไปหา” โบว์กล่าว ส่วน “กำแพงคน” ที่สังคมได้ก่อสร้างมันขึ้นมา โบว์สะท้อนมุมมองที่เขาคิดว่าเป็นส่วนสำคัญในการช่วยลดการกระทำผิดซ้ำว่า “อยากให้ลองเปิดใจและให้โอกาส เราไม่รู้หรอกว่าเขาจะเปลี่ยนจริงไหม จะปรับจริงไหม แต่ถ้าคุณไม่ให้โอกาสเขา เขาจะไม่มีวันได้เปลี่ยนตัวเอง ลองยื่นมือออกมาช่วยบ้าง ให้อาชีพ เขาจะได้ไม่กลับไปทำผิดอีก” โบว์ทิ้งท้ายด้วยการกล่าวถึงรอยสักรูป ‘ป๊อปอาย’ ที่แขน แม้มันทำให้ใครหลายคนในสังคมตีตราว่าโบว์เป็นคนอย่างไร แต่รอยสักนั้นก็เป็นเครื่องเตือนใจให้เขาใช้ชีวิตต่อเมื่อต้องผ่านเวลาที่ยากลำบาก “เราชอบป๊อปอายเพราะว่า มันเป็นคนธรรมดา แล้วพอกินผักโขมมันก็มีพลังเพิ่มขึ้น…มึงไม่มีพลัง มึงหาอะไรเสริมเข้าไปดิ” -------------------- บทความนี้เป็นผลงานส่วนหนึ่งจากโครงการจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนกับสื่อมวลชน ในหัวข้อ "การรายงานข่าวเพื่อช่วยลดการกระทำผิดซ้ำ" ซึ่งจัดโดยสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) และสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

TIJ ชวนผู้สนใจเข้าร่วมงานจัดแสดงนิทรรศการศิลปะ “ความงามของโอกาส” 22-26 ธ.ค. นี้
สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) จัดแสดงนิทรรศการศิลปะ “ความงามของโอกาส” เพื่อบอกเล่ามุมมองการให้โอกาสผู้ก้าวพลาดในการกลับคืนสู่สังคม ณ อุทยาน 100 ปี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระหว่างวันที่ 22 – 26 ธันวาคม 2564 เนื่องในโอกาสครบรอบ 11 ปีของการรับรองข้อกำหนดสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงและมาตรการที่มิใช่การคุมขังสําหรับผู้กระทําผิดหญิง หรือ “ข้อกำหนดกรุงเทพ” ในวันที่ 21 ธันวาคม 2564 สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ได้จัดแสดงนิทรรศการศิลปะภายใต้หัวข้อ “ความงามของโอกาส” เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์ เรื่องราว และมุมมองของศิลปินและนักออกแบบ เกี่ยวกับประชากรในรั้วเรือนจำ ไม่ว่าจะเป็นมุมมองเกี่ยวกับคุณค่าของบุคคล ศักยภาพ อิสรภาพ ความเท่าเทียม และความสำคัญของการให้โอกาสผู้ก้าวพลาดในรูปแบบต่างๆ จากสังคม ที่จะช่วยให้ผู้ต้องขังสามารถเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้อย่างสง่างามอีกครั้ง งานครั้งนี้ได้รวบรวมผลงานศิลปะและงานออกแบบ 6 แขนง ที่สะท้อนถึงมุมมองและแรงบันดาลใจของ 7 ศิลปิน ได้แก่ ผลงานภาพถ่าย “โอกาสที่งดงาม” โดย คุณนพพล ชูกลิ่น ผลงานภาพวาดสีอะคริลิก “Call Me by My Name” โดย คุณจาริณี เมธีกุล ผลงานวาดภาพประกอบ “โอบกอด โอกาส” โดย คุณอนุชิต คำน้อย เจ้าของเพจเฟซบุ๊ค “คิ้วต่ำ” ผลงานสตรีทอาร์ท “Hourglass” โดย “Abi” หรือ คุณนรรัตน์ ถวิลอนันต์ ผลงาน “โอกาสจากงานช่าง” โดยผู้ต้องขังในโครงการช่างสิบหมู่เรือนจำพิเศษธนบุรี ที่ฝึกสอนโดยอาจารย์พิรุณ ศรีเอี่ยมสะอาด ครูช่างศิลปหัตถกรรมประจำปี 2556 ผลงานภาพถ่าย “บทพิสูจน์ชั่วชีวิตของอดีตนักโทษสู่สังคม” โดย คุณสมศักดิ์ เนตรทอง ช่างภาพสารคดีประจำสำนักข่าว PPTV ผลงานออกแบบสถาปัตยกรรม “โอกาสสถาน” โดย นักศึกษาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ภายใต้การดูแลของ ผศ. ดร. ฤทธิรงค์ จุฑาพฤฒิกร คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ โดยในแต่ละวันจะมีการหมุนเวียนของศิลปินที่มาร่วมพูดคุยเกี่ยวกับแรงบันดาลในในการสร้างงานศิลปะและมุมมองเกี่ยวกับการให้โอกาส รวมถึงกิจกรรมเวิร์คช้อป รายละเอียดกิจกรรมแต่ละวันปรากฏตาม https://www.tijthailand.org/th/highlight/detail/bangkok-rules-11-anniversary นิทรรศการความงามของโอกาสเปิดให้เข้าชมได้ตั้งแต่วันที่ 22 – 26 ธันวาคม พ.ศ. 2564 ตั้งแต่เวลา 10.00 – 19.00 น. ณ อุทยาน 100 ปี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยผู้ที่สนใจสามารถเข้าชมได้ตามอัธยาศัย และสามารถสำรองที่นั่งสำหรับบริการนำชมนิทรรศการโดยมีเจ้าหน้าที่บรรยาย (Guided Tour) และกิจกรรมเสวนา ได้ที่ https://forms.gle/fa5PorAEtPuFFJ7z9 (ไม่มีค่าใช้จ่าย) ----------------------------------------- เกี่ยวกับข้อกำหนดกรุงเทพ ข้อกำหนดกรุงเทพ หรือ ข้อกำหนดสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงและมาตรการที่มิใช่การคุมขังสำหรับผู้กระทำผิดหญิง เป็นมาตรฐานระหว่างประเทศที่ทั่วโลกยึดถือเป็นแนวปฏิบัติในการดูแลผู้ต้องขังหญิง โดยข้อกำหนดดังกล่าวได้รับการรับรองจากที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2553 โดยตลอดระยะเวลากว่า 11 ปีที่ผ่านมา สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) มีบทบาทในการส่งเสริมการอนุวัติข้อกำหนดดังกล่าว ทั้งในกลุ่มผู้ปฏิบัติงานในกระบวนการยุติธรรม และการสร้างความร่วมมือกับภาคเอกชนและภาคประชาสังคมเพื่อสนับสนุนผู้พ้นโทษในการกลับคืนสู่สังคมอย่างยั่งยืน

TIJ ขอเชิญชวนร่วมงาน "เวทีสาธารณะว่าด้วยหลักนิติธรรมและการพัฒนาที่ยั่งยืน ครั้งที่ 10"
TIJ ขอชวนทุกท่านร่วมรับฟังการเสวนาและการอภิปรายเจาะประเด็นหลักนิติธรรมและการพัฒนาที่ยั่งยืน อัปเดตแนวคิด และ กรณีศึกษาใหม่ๆ เกี่ยวกับหลักนิติธรรมและการพัฒนาที่ยั่งยืนที่เชื่อมโยงไปกับบริบทต่าง ๆ ของสังคม ในเวทีสาธารณะว่าด้วยหลักนิติธรรมและการพัฒนาที่ยั่งยืน ครั้งที่ 10 (The 10th Public Forum on the Rule of Law and Development: Resilient Leaders in Action) ในวันพฤหัสบดีที่ 2 ธันวาคม 2564 เวลา 10.00 - 16.15 น. ผ่านมุมมองของผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่านที่จะมาร่วมอภิปรายแลกเปลี่ยนเรียนรู้หลากหลายประเด็น เช่น “หลักนิติธรรม กุญแจสำคัญช่วยผู้นำฝ่าวิกฤต” โดย ศ.(พิเศษ) ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ผู้อำนวยการหลักสูตร RoLD Program และที่ปรึกษาพิเศษ สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย “เทคโนโลยีกับการส่งเสริมโอกาสการเข้าถึงความเป็นธรรม” โดย คุณผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย และประธานสมาคม ธนาคารไทย “การจัดสวัสดิการทางสังคมสำหรับเด็กและเยาวชน” โดย ดร.พัชชา เจิงกลิ่นจันทร์ รองคณบดี ฝ่ายการนักศึกษาและการเรียนรู้ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ “สร้างความปรองดองในความแตกต่าง” โดย ผศ.ดร.ธานี ชัยวัฒน์ ผู้อํานวยการศูนย์เศรษฐศาสตร์พฤติกรรมและการทดลองแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อีกทั้งจะได้ร่วมรับฟังการนำเสนอผลงานการศึกษาของผู้เข้าร่วมหลักสูตร RoLD 2020: The Resilient Leader ใน 3 ประเด็นหลัก การพัฒนาเมืองและคุณภาพชีวิตด้วยเทคโนโลยี (Open Data & Technology for Better Living) กลไกการรวมศูนย์ข้อมูลที่จะช่วยการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่โลกดิจิทัลของพื้นที่นำร่องในจังหวัดฉะเชิงเทราให้กลายเป็นพื้นที่นำร่องทางเศรษฐกิจที่อำนวยความสะดวกให้กับประชาชนและธุรกิจ มีความปลอดภัยสูง และลดโอกาสการเกิดอาชญากรรม ทำได้จริงหรือ ทำได้อย่างไร? เกราะป้องกันของกลุ่มเปราะบาง (Finding the Invisible Child: ONE LOVE Project) ที่เห็นถึงความสำคัญของเด็กที่เป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการเป็นผู้กระทำผิด หรือ อาจตกเป็นเหยื่ออาชญากรรม เจาะลึกสภาพปัญหาที่แท้จริง พร้อมรับฟังวิเคราะห์แนวทางแก้ไขปัญหาจากพื้นที่ต้นแบบในสถานคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กระยอง ทั้งเครื่องมือ และวิธีการทำงานต่างๆ ที่จะช่วยป้องกันไม่ให้เด็กกลุ่มนี้ต้องกลายเป็นผู้กระทำผิด หรือ เหยื่อ ทำได้อย่างไร? LET’S GET TOGETHER #คิดต่างไม่เห็นเป็นไร ที่จะมาเชิญชวนทุกท่านเปลี่ยนมุมมองด้วยการทำแบบทดสอบ “Quiz เปิดใจ มองต่างมุม” ที่จะช่วยให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน ค้นหาจุดร่วมในความต่าง หามุมเหมือนในความขัดแย้ง ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนรับฟังงานเสวนาได้ที่ https://tijpublicforum.org/ และสามารถรับฟังผ่านทาง Facebook Live เพจ Thailand Institute of Justice #TIJ #RoLD2020 #TIJPublicForum

มหาวิทยาลัยคอร์แนล เนติบัณฑิตยสภาฯ และ TIJ ร่วมลงนามบันทึกความตกลงขยายความร่วมมือทางวิชาการ มุ่งยกระดับบุคลากรด้านกฎหมายและระบบยุติธรรมไทย
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยคอร์แนล สหรัฐอเมริกา เนติบัณฑิตยสภา ในพระบรมราชูปถัมภ์ และสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ร่วมกันลงนามในบันทึกความตกลงระหว่างกัน เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564 เพื่อส่งนักกฎหมายของไทยไปศึกษาต่อในระดับปริญญาโท ณ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยคอร์แนล ภายใต้การดำเนินงานของ “กองทุนพัชรกิติยาภาเพื่อการศึกษากฎหมาย” รวมทั้ง ขยายความร่วมมือทางวิชาการ ในด้านการแลกเปลี่ยนบุคลากรของ มหาวิทยาลัยคอร์แนล และบุคลากรในหน่วยงานด้านกฎหมายของประเทศไทย ในการนี้ นายสจ๊วต เจ ชวาบ ศาสตราจารย์ด้านกฎหมาย อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยคอร์แนล พร้อมด้วยนายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ คณะกรรมการกองทุนพัชรกิติยาภาเพื่อการศึกษากฎหมาย และที่ปรึกษาสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย ได้ร่วมกันแบ่งปันเรื่องราวในความทรงจำเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของความร่วมมือระหว่างคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยคอร์แนล และวงการกฎหมายไทย และพัฒนาการจวบจนปัจจุบัน “กองทุนพัชรกิติยาภาเพื่อการศึกษากฎหมาย” ได้ก่อตั้งขึ้นภายใต้การกำกับดูแลของเนติบัณฑิตยสภาฯ โดยขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต อัญเชิญพระนามของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ขณะเมื่อทรงดำรงพระอิสริยยศ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา มาตั้งเป็นชื่อกองทุนเมื่อปี พ.ศ. 2549 เพื่อรำลึกถึงพระจริยาวัตรในขณะทรงศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยคอร์แนล ตลอดระยะเวลา 5 ปี ที่ได้สร้างความประทับใจแก่คณาจารย์และนักศึกษา การแลกเปลี่ยนมุมมองและประสบการณ์ทางกฎหมายก็ดี และกิจกรรมอื่น ๆ ของมหาวิทยาลัยที่ได้ทรงเข้าร่วมก็ดี ล้วนมีคุณูปการสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างความผูกพันระหว่างมหาวิทยาลัยคอร์แนล และวงการกฎหมายไทย ทั้งนี้ ได้มีนักศึกษากฎหมายไทยที่มีศักยภาพสูงได้รับทุนไปศึกษาต่อแล้วจำนวน 14 คน ซึ่งเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่งที่นักเรียนทุนเหล่านี้ ได้กลับมาเป็นบุคลากรคุณภาพร่วมพัฒนาวงการกฎหมายไทยไม่ว่าจะเป็นผู้พิพากษา อัยการ และที่ปรึกษากฎหมายอย่างต่อเนื่อง ด้วยพระปณิธานที่มุ่งมั่นอุทิศพระองค์เองเพื่อประโยชน์แก่ประชาชน และจากความสนพระทัยในประเด็นเรื่องสิทธิของกลุ่มเปราะบางต่าง ๆ รวมถึงผู้หญิงและเด็กที่มีความจำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับระบบยุติธรรมทางอาญา ได้พัฒนาต่อยอดเป็นดุษฎีนิพนธ์ ณ เมื่อครั้งที่ทรงศึกษาที่มหาวิทยาลัยคอร์แนล ในหัวข้อเกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาและจำเลยในกระบวนการยุติธรรม จนในที่สุด เมื่อปี พ.ศ. 2553 ได้ทรงนำเอาความรู้เหล่านี้ไปใช้เป็นฐานความคิดสำคัญสำหรับประเทศไทยในการผลักดันร่วมกับประเทศต่าง ๆ จนประสบผลสำเร็จ จนก่อเกิดเป็นมาตรฐานระหว่างประเทศด้านกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ที่มีชื่อว่า “ข้อกำหนดสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงและมาตรการที่มิใช่การคุมขังสำหรับผู้กระทำผิดหญิง” (United Nations Rules for the Treatment of Women Prisoners and Non-Custodial Measures for Women Offenders) หรือ “ข้อกำหนดกรุงเทพ” (Bangkok Rules) นั่นเอง เพื่อให้การอนุวัติข้อกรุงเทพเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน สมดังพระวิสัยทัศน์ที่ยาวไกล รัฐบาลไทยในสมัยนั้น จึงได้พิจารณาอนุมัติให้มีการก่อตั้งองค์การมหาชนอย่าง TIJ ขึ้น โดยหวังให้การดำเนินบทบาทของ TIJ มีส่วนในการสนองพระดำริในงานด้านสารัตถะที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการนำมาตรฐานตามข้อกำหนดกรุงเทพไปปรับใช้ในบริบทประเทศไทยและนานาประเทศ รวมถึงพระกรณีกิจอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นการป้องกันอาชญากรรม กระบวนการยุติธรรมทางอาญา และหลักนิติธรรมในระดับประเทศ ภูมิภาค และระหว่างประเทศ เมื่อครั้งที่ทรงดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งราชอาณาจักรไทยประจำสาธารณรัฐออสเตรียและผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การสหประชาชาติและองค์การระหว่างประเทศ ณ กรุงเวียนนา รวมถึงห้วงเวลาที่ทรงปฏิบัติภารกิจในฐานะทูตสันถวไมตรีของสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Office on Drugs and Crime หรือ UNODC) ด้วย พิธีลงนามบันทึกความตกลงนี้ ดำเนินการมาแล้ว 3 ครั้ง ทุกรอบ 5 ปี เพื่อสานต่อการดำเนินการให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ร่วมกัน นับเป็นเรื่องที่น่ายินดียิ่งที่ TIJ ได้เข้ามามีส่วนร่วมในฐานะคู่ภาคีเพิ่มเติมในการลงนามความตกลงครั้งที่ผ่านมา โดยมุ่งเน้นเสริมความเข้มแข็งด้านความร่วมมือทางวิชาการที่กว้างขวางมากขึ้นระหว่างวงการกฎหมายไทยในภาพรวมกับคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยคอร์แนล สำหรับการลงนามในบันทึกความตกลงระหว่างคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยคอร์แนล เนติบัณฑิตยสภา และ TIJ ในครั้งนี้ จัดขึ้นผ่านระบบการประชุมออนไลน์ โดยมีผู้แทนจากภาคีทั้งสามหน่วยงานร่วมลงนาม ได้แก่ นางสาวปิยกุล บุญเพิ่ม ประธานศาลฎีกาและนายกเนติบัณฑิตสภา นายเจน เดวิด โอลิน คณบดี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยคอร์แนล และนายพิเศษ สอาดเย็น ผู้อำนวยการ TIJ นางสาวปิยกุล กล่าวว่า “เนติบัณฑิตยสภาในฐานะองค์กรวิชาชีพทางกฎหมายซึ่งเป็นแหล่งรวมนักกฎหมายทุกสายอาชีพ มีความภาคภูมิใจและมุ่งมั่นที่จะสานต่อความร่วมมือทางวิชาการกับทั้งสองสถาบัน เพื่อต่อยอดการส่งเสริมความรู้และพัฒนาบุคลากรในวิชาชีพกฎหมาย อันเป็นบทบาทและวิสัยทัศน์สำคัญของเนติบัณฑิตยสภาเสมอมา” สำหรับนายโอลินได้แสดงทัศนะว่า “สิ่งสำคัญที่สุดคือ การได้เห็นนักกฎหมายที่มีพรสวรรค์ มีพลัง และกระตือรือร้นคนแล้วคนเล่าได้รับคัดเลือกให้เข้ารับทุนในพระนามของพระองค์ท่าน อีกทั้ง การลงนามในบันทึกความตกลงครั้งใหม่นี้ จะส่งผลให้สายสัมพันธ์ระหว่างมหาวิทยาลัยคอร์แนลและประเทศไทยยังคงแน่นแฟ้นสืบไป” “สถาบัน TIJ ให้คำมั่นว่าเราจะดำเนินการอย่างเต็มกำลังเพื่อมุ่งสู่การบรรลุเป้าหมายร่วมกัน ในอันที่จะส่งเสริมความเป็นเลิศทั้งในด้านวิชาการและในทางวิชาชีพ สำหรับคณาจารย์และผู้นำในแวดวงยุติธรรม โดยจะได้แลกเปลี่ยนมุมมองและประสานความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดกับองค์กรภาคีต่อไป” นายพิเศษ กล่าว หากท่านใดสนใจสมัครเพื่อสอบแข่งขันรับทุนพัชรกิติยาภาเพื่อการศึกษากฎหมาย สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก www.thethaibar.or.th

DSI รร.นายร้อยตำรวจ นิติวิทย์ฯ ขานรับ “การสัมภาษณ์เพื่อหาความจริง” เตรียมทดลองใช้จริง
“การสัมภาษณ์เพื่อหาความจริง” หรือ Investigative Interview เป็นแนวทางการสืบสวนสอบสวนคดีของตำรวจในประเทศนอร์เวย์ ซึ่งยึดหลักการในการสอบสวน “สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้บริสุทธิ์” จึงเน้นไปที่การสัมภาษณ์เพื่อให้ได้มาซึ่งความจริงมากกว่าการตั้งเป้าหมายให้ได้คำรับสารภาพจากผู้ต้องสงสัย นี่เป็นแนวทางที่เคยถูกนำมาฝึกอบรมให้กับเจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานในประเทศไทยเมื่อปี 2562 แนวทางนี้เป็นหนึ่งในข้อเสนอที่ถูกนำมาพูดถึงอีกครั้งในเวทีเสวนาที่จัดขึ้นโดย สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ภายใต้ชื่อ TIJ Forum ครั้งที่ 3 ในหัวข้อ Way Out : หนทางใหม่สู่การค้นหาความจริง เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2564 โดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากประเทศนอร์เวย์ หลังมีผลสำรวจของ TIJ Poll จากคดี “อดีตผู้กำกับโจ้” ทำร้ายผู้ต้องสงสัยจนเสียชีวิต ระบุว่า ประชาชนมีความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมลดลงอย่างมาก และต้องการให้เกิดความเปลี่ยนแปลงตั้งแต่เชิงโครงสร้างอำนาจในกระบวนการยุติธรรมไปจนถึงกระบวนการสืบสวนสอบสวนเพื่อให้ได้ความจริงในคดี TIJ Forum จัดขึ้นอีกครั้ง ในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2564 ในหัวข้อ “WAY OUT: หนทางใหม่สู่การค้นหาความจริง” (ภาคต่อ) โดยมี 3 หน่วยงานสำคัญในกระบวนการยุติธรรม คือ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) โรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพราน และสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ต่างสนับสนุนว่า ควรจะนำแนวทาง “การสัมภาษณ์เพื่อหาความจริง” มาทดลองใช้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ได้บทสรุปที่เหมาะสมกับบริบทในประเทศไทย DSI เดินหน้าพัฒนาทักษะ “สัมภาษณ์เพื่อหาความจริง” พร้อมออกแบบห้องซักถามใน DSI Academy “การได้มาซึ่งข้อมูลเป็นส่วนสำคัญมากกว่าการได้มาซึ่งคำรับสารภาพ และการทำงานในกระบวนการซักถาม ผู้ซักถามคนเดียวไม่สามารถทำงานได้ ต้องทำงานแบบบูรณาการร่วมกัน เพื่อจะทำให้กระบวนการซักถามเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล” ร.ต.อ.เขมชาติ ประกายหงษ์มณี รักษาการในตำแหน่ง ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคดีการค้ามนุษย์และคดียาเสพติด กรมสอบสวนคดีพิเศษ หนึ่งในเจ้าหน้าที่ไทยที่เคยเข้ารับการอบรม Investigative Interview เล่าถึงเนื้อหาสำคัญในการอบรม คือ PEACE Model ซึ่งแบ่งขั้นตอนการซักถามผู้ต้องสงสัยออกเป็นการวางแผนและการเตรียมการ ทั้งการเตรียมร่างกาย เตรียมการเกี่ยวกับคดี และเตรียมการเรื่องสภาพทางจิตใจ (Planning and Preparation) การผูกไมตรีและการอธิบาย (Engage and Explain) การเปิดโอกาสให้ผู้ต้องสงสัยเล่าเหตุการณ์หรือตอบคำถาม (Account) การจบการซักถาม (Closure) และการประเมินผล (Evaluation) แต่ย้ำว่า สิ่งสำคัญที่ควรจะมีในเบื้องต้น คือ ผู้ซักถามจะต้องมีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ เช่น รอยนิ้วมือ DNA ก่อนจะไปซักถาม และต้องใช้เทคนิควิธีต่าง ๆ ร่วมด้วยเช่น การสังเกตจดจำ การสำรวจ การเฝ้าจุดสังเกตการณ์ การสะกดรอยติดตาม รวมถึงการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการรวบรวมหลักฐาน ซึ่งต้องทำงานบูรณาการร่วมกัน เพื่อจะทำให้กระบวนการซักถามเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล ส่วนประเด็นข้อจำกัดในการนำการสัมภาษณ์เพื่อหาความจริงมาใช้ในการสืบสวนสอบสวนในประเทศไทย ร.ต.อ.เขมชาติ ซึ่งเคยนำวิธีการนี้มาใช้จริงในบางคดี ยังพบข้อจำกัดหลายประการ เช่น มีเจ้าหน้าที่ที่มีความเชี่ยวชาญในการสืบสวนสอบสวนโดยใช้วิธีการนี้ไม่มากนัก เพราะไม่มีโอกาสได้รับการฝึกอบรม โดยเฉพาะในส่วนภูมิภาคยังไม่มีสถานที่ที่เหมาะสมเพื่อสร้างบรรยากาศให้ผู้ต้องสงสัย ผู้ถูกซักถาม หรือ เหยื่อ ให้ความร่วมมือ โดยเฉพาะคดีที่มีเด็กเป็นเหยื่อ ควรมีสถานที่เฉพาะในการซักถาม อีกทั้งประเทศไทยยังคงใช้กระจก one way ซึ่งผู้เสียหายหรือผู้ต้องหารู้ดีว่าถูกจับตามองอยู่ และยังพบปัญหาทัศนคติของผู้ปฏิบัติงาน ที่ยังมองว่า ควรจะปฏิบัติงานตามวิธีการหรือรูปแบบเดิมจากการถูกสอนต่อ ๆ กันมา ร.ต.อ.เขมชาติ บอกว่า DSI พยายามปรับปรุงการสืบสวนสอบสวนให้มีความทันสมัย คำนึงถึงสิทธิมนุษยชน และมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น การจัดห้องสอบสวนโดยให้ผู้ซักถามกับผู้ถูกซักถามนั่งเป็นมุมฉาก 90 องศา มีนักสังคมสงเคราะห์มาช่วยถามในเชิงจิตวิทยาโดยการถ่ายทอดเสียงและถามผ่านหูฟัง ทำให้พนักงานสอบสวน เจ้าหน้าที่พิจารณาคดีที่อยู่อีกห้องได้ยินสิ่งที่นักสังคมสงเคราะห์ถาม และสามารถส่งคำถามให้นักสังคมสงเคราะห์ถามต่อได้ ข้อดีของการสอบสวนแบบนี้ คือ ทำให้ผู้ถูกซักถามเกิดความสบายใจ มีส่วนร่วมมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีความพยายามสอดแทรกเทคนิคการสัมภาษณ์เพื่อหาความจริงไว้ในหลักสูตรต่าง ๆ มากขึ้นด้วย นพ.ไตรยฤทธิ์ เตมหิวงศ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวเสริมด้วยว่า เจ้าหน้าที่เข้าร่วมการอบรมวิธีการสัมภาษณ์เพื่อหาความจริงกับ TIJ ตั้งแต่ครั้งแรกใน พ.ศ. 2562 แสดงผลตอบรับมาว่าเป็นหลักสูตรที่ดีมาก จึงได้ส่งเจ้าหน้าที่ร่วมการอบรมอย่างต่อเนื่อง เพราะมีความสำคัญมากต่อการพัฒนาศักยภาพบุคลากรของ DSI ให้มีทักษะ มีทัศนคติที่เป็นนักสืบสวนสอบสวนตามมาตรฐานสากล คือ ยึดหลักการต้องทดสอบคำอธิบายทุกทางเลือก แทนความคิดที่ยืนยันความผิดของผู้ต้องหา ซึ่งถือเป็นการยกระดับการสืบสวนสอบสวนตามหลักธรรมาภิบาลที่สร้างความเชื่อมั่นในการสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ และยกระดับกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยด้วย พร้อมระบุว่า DSI กำลังจะเปิด สถาบันพัฒนาการสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI Academy ซึ่งจะจัดสรรพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นศูนย์คัดแยกเหยื่อของการค้ามนุษย์ โดยออกแบบห้องสำหรับการซักถามให้สอดคล้องกับการใช้วิธี “การสัมภาษณ์เพื่อหาความจริง” ด้วย โรงเรียนนายร้อยตำรวจ เสนอทำงานวิจัย “การสัมภาษณ์เพื่อหาความจริง” เพื่อออกแบบให้เหมาะกับการใช้ในประเทศไทย “หัวใจสำคัญของการซักถาม คือ ต้องคำนึงถึงสิทธิมนุษยชนให้มากที่สุด และ ต้องเข้าใจว่าสิ่งที่ต้องการจริงๆ คือ ข้อมูลเพื่อหักล้างข้อกล่าวหา ยกตัวอย่างคดีน้องชมพู่ ถึงแม้ผู้ต้องสงสัยจะไม่รับสารภาพ แต่มีหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ที่ทำให้สามารถแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ต้องหาต่อได้” พล.ต.ต.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร ผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพราน เห็นด้วยกับแนวคิดการนำเทคนิคหรือวิธีการสัมภาษณ์เพื่อหาความจริงมาปรับใช้ในการสืบสวนสอบสวน แต่เสริมว่า เทคนิควิธีที่ดีในการสืบสวนสอบสวน ก็จำเป็นต้องอาศัยองค์ประกอบอื่น ๆ ด้วย ทั้งการศึกษาพยานหลักฐานให้เพียงพอ หรือการใช้เทคโนโลยีมาร่วมในการสืบสวนสอบสวน อย่างการใช้กล้องวงจรปิดที่ทำให้ผู้ต้องหาจำนนและสารภาพด้วยหลักฐาน หรือการใช้กล้องจับใบหน้าของผู้ต้องสงสัยที่เข้าสู่กระบวนการ รวมถึงการใช้เทคโนโลยีจับคลื่นหัวใจ คลื่นเสียง เพื่อให้สามารถตรวจจับได้ว่า ผู้ต้องหาหรือผู้ถูกซักถามพูดโกหกหรือไม่ เป็นต้น ตัวอย่างคดีที่ใช้หลายองค์ประกอบในการสืบสวนสอบสวน พ.ต.ต.ธัชชัย อ้างอิงถึงคดีรับจ้างวานฆ่าสองสามี-ภรรยา ซึ่งเจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนใช้ทั้งการซักถามกดดัน และใช้ความเป็นมิตร จนทำให้ผู้ต้องหายอมรับสารภาพ หรือคดีล้มบอล ซึ่งผู้เกี่ยวข้องไม่ยอมรับ ทำให้ต้องใช้วิธีการวิเคราะห์จากภาพ เพื่อดูตำแหน่งและระยะการยืนของกรรมการ ประกอบกับการซักประเด็นต่าง ๆ ที่ทำให้สามารถจับจังหวะการเต้นของหัวใจได้ว่าผิดปกติ สุดท้ายก็นำไปสู่การตัดสินลงโทษผู้เกี่ยวข้องได้ ส่วนที่ยังอาจมีข้อจำกัดในการนำวิธี “การสัมภาษณ์เพื่อหาความจริง” มาใช้อย่างจริงจังในประเทศไทย ผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพราน เห็นว่า ควรเริ่มด้วยการทดลองใช้ในรูปแบบการทำวิจัย หรือการทำ pilot test เพื่อศึกษาวิเคราะห์ สังเคราะห์ก่อนว่าเทคนิควิธีดังกล่าวข้อดี ข้อเสีย หรือมีข้อจำกัดอย่างไร สามารถนำไปใช้กับทุกคดีได้หรือไม่ หรือควรใช้กับคดีประเภทไหนบ้าง จากนั้นจึงทำเป็นรูปแบบการสัมภาษณ์ให้มีมาตรฐานเดียวกัน พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า สถานีตำรวจแทบทุกแห่งมีคดีที่ได้รับการแจ้งความเป็นจำนวนมาก ดังนั้นเทคนิคที่จะนำมาใช้ในการสอบสวนจึงควรจะมีขั้นตอนที่ง่าย สะดวก รวดเร็ว เพื่อตอบสนองต่อข้อจำกัดเรื่องเวลา และควรมองไปถึงการพัฒนานวัตกรรมที่จะช่วยต่อยอดให้เกิดการพัฒนาการสืบสวนสอบสวนต่อไปได้ด้วย สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เสนอทดลองใช้ “การสัมภาษณ์เพื่อหาความจริง” ในคดีเด็กและคดีค้ามนุษย์ สร้างมาตรฐานต้นแบบการสอบสวน “เมื่อวิธีการสัมภาษณ์เพื่อหาความจริง เป็นการสัมภาษณ์ในหลักการบุคคลต่อบุคคล หลักการทางนิติวิทยาศาสตร์ก็จะรองรับในข้อเท็จจริงที่ได้มาว่าจะตรงกับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์หรือไม่ เมื่อสิ่งเหล่านี้ประกอบกัน เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์จะช่วยสนับสนุนข้อเท็จจริงที่ได้จากการสัมภาษณ์ได้อย่างดี” พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ รักศักดิ์สกุล ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กล่าวถึงแนวทางการนำหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์มาใช้ร่วมกับวิธีการสัมภาษณ์เพื่อหาความจริง โดยพูดถึงบทบาทของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ในการตรวจพิสูจน์ค้นหาความจริงทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์ โดยให้บริการทั้งต่อรัฐ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประชาชน เพื่อช่วยยกระดับกระบวนการยุติธรรมทางอาญาให้ได้รับความน่าเชื่อถือจากสังคม พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ ซึ่งมีประสบการณ์ในการนำวิธีการสัมภาษณ์เพื่อหาความจริงเข้ามาอบรมเจ้าหน้าที่ ในช่วงที่ยังดำรงตำแหน่งที่ DSI เห็นว่า การสัมภาษณ์เพื่อหาความจริงเป็นวิธีการสืบสวนสอบสวนที่สอดคล้องกับกฎบัตรสหประชาชาติ การคุ้มครองสิทธิมนุษยชนตามรัฐธรรมนูญ และประมวลกฎหมายอาญา ตามหลักการ “การได้มาซึ่งพยานหลักฐานต้องไม่ได้มาด้วยวิธีการบังคับขู่เข็ญ” ซึ่งต้องยอมรับว่า แนวทางปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ในปัจจุบัน อาจยังมีบางส่วนที่ไม่สอดคล้องกับหลักการเหล่านี้ เพราะวิธีการซักถามของผู้ปฏิบัติงานแต่ละส่วนยังมีรูปแบบแตกต่างกัน เช่น ผู้สอบสวนส่วนใหญ่อยู่ในรูปแบบมากกว่า ขณะที่ผู้สืบสวนบางส่วนจะอยู่นอกรูปแบบ โดยคิดว่าจะใช้วิธีการใดก็ได้ เพื่อให้ได้มาซึ่งพยานหลักฐาน แต่อาจเป็นวิธีการที่ไม่ถูกต้อง เมื่อมอง “วิธีการสัมภาษณ์เพื่อหาความจริง” ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เปรียบเทียบว่า ในหลักการอาจเทียบได้กับเครื่องจับเท็จ แต่โดยหลักการ ถ้าเราจะใช้การสัมภาษณ์เพื่อหาความจริง ต้องมีหลักให้ความยินยอม รับรู้ เข้าใจ เข้าถึง จึงเข้าสู่กระบวนการซักถามเพื่อให้ได้รายละเอียด แต่ในการใช้เครื่องจับเท็จ อาจต้องดูว่าเหมาะกับเฉพาะบางกลุ่มบางคน พร้อมระบุว่า เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ เป็นสิ่งที่ต้องใช้ควบคู่ไปในกระบวนการสืบสวนสอบสวน และจะเป็นข้อมูลที่ช่วยสนับสนุนให้ถูกนำไปใช้ในการสัมภาษณ์ รวมถึงช่วยยืนยันว่า ข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์เป็นข้อเท็จจริงหรือไม่ ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เห็นด้วยที่จะนำวิธีการสัมภาษณ์เพื่อหาความจริงไปทดลองใช้ในรูปแบบงานวิจัยในหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งก่อน โดยเสนอทำเป็นโครงการนำร่องเพื่อสร้างการยอมรับให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานควบคู่ไปกับการวิจัย และเสนอว่า การสอบสวนผู้เสียหายในคดีเด็กและคดีค้ามนุษย์ สามารถเป็นเป้าหมายแรกที่จะนำรูปแบบการสัมภาษณ์เพื่อหาความจริงไปใช้ได้ก่อน เพื่อสร้างหลักการมาตรฐานเบื้องต้นในการซักถาม ทั้งกับผู้บังคับใช้กฎหมายและเจ้าหน้าที่สหวิชาชีพที่มีส่วนร่วมกับคดีเหล่านี้ด้วย ดร.พิเศษ สอาดเย็น ผู้อำนวยการ TIJ กล่าวสรุปการเสวนาว่า มีโอกาสที่ TIJ จะร่วมมือกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องดำเนินโครงการนำร่องเพื่อทดสอบสมมติฐานว่าวิธีการสัมภาษณ์เพื่อหาความจริง ซึ่งเป็นหลักการที่ทำได้ดีในบริบทของสังคมอื่นมาลองใช้จริงในบริบทของประเทศไทยว่าจะเกิดความเข้าใจหรือข้อจำกัดในการนำไปใช้อย่างไร เพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงประจักษ์ และขอขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเสวนาและแสดงจุดยืนว่า ยังมีความหวังที่จะร่วมกันพัฒนาขีดความสามารถของบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมไทยให้มีมาตรฐานในการคุ้มครองและเคารพสิทธิมนุษยชนที่ทัดเทียมกับนานาประเทศต่อไป “โจทย์ใหญ่วันนี้ เราพอจะเห็นว่า การทำงานค้นหาความจริงเป็นเรื่องสำคัญ มีขั้นตอนและกระบวนการ เป็นศาสตร์ในตัวเอง ที่ไม่ใช่กระบวนการที่ทำได้ง่าย แต่ต้องการความทุ่มเทและตั้งใจสูงในการดำเนินการ การทำหน้าที่ให้ถูกต้องตามครรลองเป็นสิ่งที่สำคัญ เป็นงานที่ท้าทาย ผู้ปฏิบัติงานต้องอุทิศตนมาก” ผู้อำนวยการ TIJ กล่าวทิ้งท้าย

เทคนิคการสอบสวน 'สันนิษฐานผู้ถูกกล่าวหาบริสุทธิ์' ลดการทำร้ายผู้ถูกกล่าวหา
“การทรมานเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนในระดับรากฐานอย่างชัดเจน และขัดต่อหลักการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าจำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์ ส่วนวิธีการครอบงำทางจิตวิทยาและเทคนิคการสืบสวนสอบสวนแบบขู่บังคับเพื่อให้ได้คำสารภาพนั้นแม้จะดูไม่ร้ายแรงเมื่อเทียบกับการทรมาน แต่ก็เป็นเพียงการปรับปรุงเทคนิควิธีให้แตกต่างไป แต่ยังคงมุ่งบรรลุเป้าหมายเดิม คือทำให้ผู้ต้องสงสัยรับสารภาพ วิธีคิดของผู้ทำหน้าที่สืบสวนยังไม่ได้เปลี่ยนไป ไม่ได้ส่งเสริมอะไร แถมยังบ่มเพาะเชื้อแห่งการขู่บังคับ” Dr. Asbjørn Rachlew ผู้เชี่ยวชาญศูนย์ส่งเสริมสิทธิมนุษยชนนอร์เวย์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยออสโล ผู้มีประสบการณ์ด้านงานสืบสวนสอบสวนมากว่า 10 ปี เคยสอบปากคำทั้งเหยื่อ พยาน และผู้ต้องสงสัยในคดีอาญามามากกว่าพันครั้ง เป็นที่ปรึกษา เป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย และเป็นผู้สอนในสถาบันการศึกษาของตำรวจหลายแห่งทั่วโลก เผยถึงแนวคิดที่มุ่งปรับเปลี่ยนวิธีปฏิบัติในการสอบสวนผู้ต้องสงสัย จากวิธีการสอบปากคำแบบเดิม ที่มุ่งเน้นเพื่อให้ได้ “คำรับสารภาพ” จากผู้ต้องสงสัย ไปเป็นวิธีการใหม่ที่เรียกว่า “การสัมภาษณ์เพื่อหาความจริง” (Investigative Interview) ในเวทีเสวนา TIJ Forum หัวข้อ “Way Out หนทางใหม่สู่การค้นหาความจริง” ซึ่งจัดขึ้นโดย สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ร่วมกับ ศูนย์ส่งเสริมสิทธิมนุษยชนนอร์เวย์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยออสโล เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2564 การจะเปลี่ยนวิธีการสอบปากคำเป็นแนวทางใหม่จำเป็นต้องเริ่มจาก “เปลี่ยนวิธีคิดของผู้ที่หน้าที่สอบสวนให้มองต่างไปจากเดิมต้องให้ความรู้และวิธีคิดที่จะทำให้พวกเขาพยายามตั้งสมมติฐานทางเลือกแบบต่างๆ ขึ้นมาก่อน แล้วจึงไล่ตรวจสอบสมมติฐานเหล่านั้น แทนที่จะวิ่งตามหาแต่เฉพาะข้อมูลที่มุ่งยืนยันความผิดของผู้ต้องสงสัย (ตามสมมติฐานที่จำกัดแบบเดิม)” Dr. Asbjørn กล่าว เมื่อไปทบทวนดูวิธีการทำงานของตำรวจนอร์เวย์ในอดีต Dr. Asbjørn ค้นพบว่า ถึงแม้จะมีความพยายามเปลี่ยนแปลงจากวิธีการสอบปากคำแบบเดิม ไปใช้วิธีที่เรียกว่า “การครอบงำทางจิตวิทยาเพื่อให้ได้คำรับสารภาพ” แต่นั่นก็ยังหวังผลเพียงเพื่อต้องการให้ได้ “คำสารภาพ” จากผู้ต้องสงสัย ไม่ได้มีความเห็นอกเห็นใจหรือเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์แต่อย่างใด และที่อันตรายมากคือแนวทางการสอบปากคำของตำรวจนี้ ยังถือว่าเป็นข้อมูลความลับเฉพาะสำหรับตำรวจและเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องเท่านั้น “คุณลองนึกดูว่า หากนี่คือโรงพยาบาล ที่เต็มไปด้วยแพทย์แต่ละคนที่ต่างก็ผ่าตัดคนไข้กันด้วยวิธีโบราณและเก็บงำกันเป็นความลับ ต่างคนต่างมีกระบวนการของตัวเองที่แตกต่างกันสิ้นเชิง จะมีประชาชนคนไหนยอมเชื่อถือในองค์กรแบบนั้นบ้าง (สภาพเช่นนั้น) ย่อมไม่ส่งผลดีต่อวิชาชีพที่ต้องอาศัยความไว้วางใจจากสาธารณชน และคนคาดหวังว่าต้องเป็นมืออาชีพและยุติธรรม ดังนั้นตำรวจในสังคมประชาธิปไตยที่มุ่งทำงานเพื่อหลักนิติธรรม จึงไม่สามารถมีเทคนิคการสอบสวนแบบลับๆได้” Dr. Asbjørn กล่าว ส่วน “การสัมภาษณ์เพื่อหาความจริง” (Investigative Interview) เป็นวิธีการที่ทำให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือมากขึ้น โดยมีผลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์นานถึง 30 ปี เป็นเครื่องยืนยันว่ามีประสิทธิภาพมากกว่าวิธีการสอบสวนเพื่อให้ได้มาซึ่งคำสารภาพแบบเดิม แนวคิดและปรัชญาที่เป็นรากฐานของวิธีการนี้ คือ การสอบสวนโดยยึดหลักการ “ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าจำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์” Dr. Asbjørn ได้ริเริ่มโครงการฝึกอบรม “การสัมภาษณ์เพื่อหาความจริง” อย่างเป็นทางการขึ้นครั้งแรกที่นอร์เวย์ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากการทำงานของตำรวจในสหราชอาณาจักร ซึ่งนับเป็นประเทศแรกในโลกที่เปลี่ยนแปลงการสอบสวน โดยได้ตั้งชื่อหลักสูตรอบรมนี้ว่า CREATIV ซึ่งสื่อถึงค่านิยมหรือหลักการของหลักสูตร หลัก CREATIV ประกอบด้วย การให้ความสำคัญกับการสื่อสาร (Communication) การยึดหลักนิติธรรม (Rule of law) จริยธรรมและความเห็นอกเห็นใจ (Ethics and Empathy) การฟังอย่างตั้งใจ (Active Consciousness) การสร้างความเชื่อใจ (Trust) การให้ความสำคัญกับการเปิดรับข้อมูล (Information) และการตรวจสอบความถูกต้อง (Verification) โปรแกรมการฝึกอบรม มีทั้งการบรรยายทฤษฎีและวิดีโอแบบฝึกหัด เนื้อหาส่วนหนึ่งกล่าวถึงหลักการสำคัญในการสอบปากคำผู้ต้องสงสัย ซึ่งคณะกรรมาธิการต่อต้านการทรมานของสภายุโรป ได้กำหนดแนวทางเป็นมาตรฐานไว้ตั้งแต่เมื่อปี พ.ศ. 2545 ว่า “การซักถามผู้ต้องสงสัยในคดีอาญาถือเป็นงานของผู้ชำนาญการเฉพาะทาง ผู้ปฏิบัติงานต้องผ่านการฝึกอบรมมาโดยเฉพาะ” เนื้อหาหลักสูตรยังมีส่วนที่เกี่ยวกับทฤษฎีความจำของมนุษย์ จิตวิทยาเกี่ยวกับพยานผู้เห็นเหตุการณ์ ทฤษฎีการตัดสินใจ ทักษะการสื่อสาร ประเภทของคำสารภาพที่เป็นเท็จ และแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดคำสารภาพที่เป็นเท็จ ซึ่งต้องเน้นย้ำไปถึงความผิดพลาดที่เคยเกิดขึ้นเพื่อให้เกิดกระบวนการพัฒนา การบรรยายส่วนที่สำคัญที่สุดในหลักสูตร คือ การฝึกเทคนิคการสัมภาษณ์ ซึ่งมีฐานมาจากโมเดลที่เรียกว่า PEACE ของสหราชอาณาจักร โดยการแบ่งขั้นตอนการซักถามผู้ต้องสงสัยออกเป็นการวางแผนและการเตรียมการทั้งการเตรียมร่างกาย เตรียมการเกี่ยวกับคดี และเตรียมการเรื่องสภาพทางจิตใจ (Planning and Preparation) การผูกไมตรีและการอธิบาย (Engage and Explain) การเปิดโอกาสให้ผู้ต้องสงสัยเล่าเหตุการณ์หรือตอบคำถาม (Account) การจบการซักถาม (Closure) และการประเมินผล (Evaluation) อย่างไรก็ดี เมื่อนำวิธีการดังกล่าวมาใช้ ก็มีผู้โต้แย้งว่าวิธีแบบนี้อาจจะใช้ได้ดีเฉพาะแต่ในประเทศนอร์เวย์ ซึ่งเป็นประเทศเล็ก ๆ ที่สงบสุขและมีอัตราอาชญากรรมต่ำ แต่ใช้ไม่ได้จริงในประเทศขนาดใหญ่ที่มีอัตราอาชญากรรมสูง Dr. Asbjørn ยืนยันว่าไม่เป็นความจริงเลย เพราะวิธีการ “สัมภาษณ์เพื่อหาความจริง” ใช้ได้ผลสำเร็จมาแล้วในคดีฆาตกรรมหลายร้อยคดี ตัวอย่างหนึ่งคือการใช้วิธีการนี้ในการสืบสวนสอบสวน “เหตุก่อการร้าย” ในนอร์เวย์ เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2554 ซึ่งทำให้กรุงออสโลกลายเป็น “พื้นที่สงคราม” มีการวางระเบิดในอาคารของรัฐบาลหลายแห่ง รวมถึงที่เกาะอูเตอยา ซึ่งมีเด็กและเยาวชนรวมตัวกันอยู่เพื่อทำกิจกรรมเข้าค่ายพลเมือง ผู้ก่อการร้ายไล่ฆ่าเด็กให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ วันนั้นรัฐบาลของนอร์เวย์ ได้ออกแถลงการณ์สำคัญให้ประชาชนรับทราบ เนื้อหาในแถลงการณ์ระบุว่า “ในวันพรุ่งนี้นอร์เวย์จะยังเป็นดินแดนในแบบเดิมที่ทุกคนรู้จัก จะไม่มีใครสามารถพรากเอาคุณค่าหรือประชาธิปไตยของเราไปได้” “แถลงการณ์นี้ สำหรับผมในฐานะที่เป็นผู้กำกับดูแลการสัมภาษณ์ผู้ต้องสงสัย เหมือนกับเป็นคำสั่งโดยตรงจากรัฐบาลให้เรายึดมั่นในสิ่งที่ฝึกฝนมา ค่านิยมของเราคืออะไร เรามีคำตัดสินของศาลสูง เรามีกฎหมายรัฐธรรมนูญ เรามีอนุสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนทั้งหลาย แต่กฎหมายและค่านิยมทั้งหมดเหล่านี้ล้วนปลูกฝังอยู่ในระเบียบวิธีการของเรา แน่นอนว่ามันคือคุณค่าที่ปรากฏอยู่บนแผ่นกระดาษ แต่อีกด้านหนึ่งคือการนำเอาคุณค่าเหล่านั้นไปสู่การปฏิบัติในสถานการณ์ที่มีความกดดันสูง” Dr. Asbjørn กล่าว ปัจจุบันหลักสูตรการอบรม “การสัมภาษณ์เพื่อหาความจริง” ได้รับความสนใจจากหลายประเทศทั่วโลก มีการอบรมอย่างจริงจังในอินโดนีเซีย มีหลักสูตรที่ปรับเป็นภาษาเวียดนาม ภาษาจีน และกำลังได้รับความสนใจจากประเทศเลบานอน รวมทั้งประเทศไทย ซึ่งได้รับความร่วมมือจาก TIJ ในการประสานงานจัดการฝึกอบรมร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรม หรือ DSI ต่อเนื่องกันเป็นเวลา 4 ปีแล้ว และ องค์การสหประชาชาติอยู่ในระหว่างการจัดทำแนวทางสากลสำหรับการสอบปากคำโดยเจ้าหน้าที่ และได้เชิญผู้เชี่ยวชาญจากทั่วทุกมุมโลกเข้ามาเพื่อรับฟังและตัดสินใจว่าจะเลือกทิศทางที่อยู่บนฐานของวิทยาศาสตร์ ตั้งมั่นในสิทธิมนุษยชน โดยวิธี “การสัมภาษณ์เพื่อหาความจริง” มีผลการวิจัยยืนยันประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรม รวมทั้งจะมีการเปิดตัว e-learning การสัมภาษณ์เพื่อหาความจริง ที่พัฒนาร่วมกับสำนักงานป้องกันยาเสพติดและปราบปรามอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ในช่วงเดือนธันวาคมนี้ด้วย ด้าน Gisle Kvanvig จากศูนย์ส่งเสริมสิทธิมนุษยชนนอร์เวย์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยออสโล เสริมว่า ในการนำวิธีการสัมภาษณ์เพื่อหาความจริงมาใช้ให้ประสบผลสำเร็จนั้น ต้องอาศัยการเผยแพร่วิธีการนี้ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้เข้าใจในสารัตถะเดียวกันว่าเป็นกลยุทธ์ในการหาหลักฐานที่มีพื้นฐานวิทยาศาสตร์รองรับ ควรมีการแบ่งปันประสบการณ์ หรือบทเรียนว่าเมื่อนำวิธีการที่เป็นวิทยาศาสตร์นี้ไปใช้จะสามารถเปลี่ยนแปลงการทำงาน และทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพได้จริงอย่างเป็นมืออาชีพได้อย่างไร ขณะที่ Ivar Fahsing วิทยากรร่วมให้ความเห็นด้วยว่า ความเชื่อ อคติ การอนุมานของมนุษย์ ทำให้เรามีความโน้มเอียงที่จะมองหลักฐานผิดพลาด มองคดีผิดพลาด และผลลัพธ์อาจลงเอยเป็นโศกนาฎกรรมทั้งต่อผู้เสียหายและผู้ต้องสงสัยได้ จึงต้องมีโมเดลใหม่ในการสืบสวนสอบสวน ทั้งยังเสริมด้วยว่า วิธีการสัมภาษณ์เพื่อหาความจริง สามารถนำไปใช้ในการสัมภาษณ์ได้กับทุกกรณี ไม่ว่าจะเป็นผู้ต้องสงสัยหรือเหยื่อ เนื่องจากมีเป้าหมายเดียวกันคือการสัมภาษณ์ที่ดีให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่ถูกต้อง แม่นยำ เป็นความจริงเท่าที่จะทำได้ ในกรอบของกฎหมาย “เพราะเราไม่รู้ว่าทุกคนที่เราจับมานั้นเป็นผู้ต้องสงสัย หรือเป็นผู้เสียหาย หรือผู้เสียหายอาจจะกลายเป็นผู้ต้องสงสัยก็ได้” ในงานเสวนาครั้งนี้ ผู้ปฏิบัติงานในกระบวนการยุติธรรมและนักวิชาการไทยยังได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซี่งส่วนใหญ่สนับสนุนและเห็นด้วยกับหลักการของ investigative interview ว่าจะช่วยให้กระบวนการยุติธรรมไทยได้รับความ “เชื่อมั่น” จากประชาชนมากขึ้น บางส่วนชี้ให้เห็นถึงความคืบหน้าในการนำ investigative interview มาใช้ในไทย รวมถึงข้อจำกัดในการนำมาปรับใช้กับกระบวนการยุติธรรมไทยด้วย คุณฐิติรัตน์ ทิพย์สัมฤทธิ์กุล ประธานแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย สนับสนุนว่าในประเทศไทยควรจะนำ investigative interview มาใช้ เนื่องจากหลักการดังกล่าวมุ่งเน้นการคุ้มครองสิทธิผู้ต้องหาเป็นตัวตั้งอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งทำให้เจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมตระหนักและเห็นความสำคัญกับกระบวนการยุติธรรมที่เน้นสิทธิมนุษยชนมากขึ้น และทำให้เจ้าหน้าที่มีแนวทางหรือกระบวนการอื่น ๆ ในการค้นหาความจริงกับผู้ต้องหา ซึ่งเป็นกระบวนการที่ทำให้ได้ข้อมูลที่น่าเชื่อถือและไม่ละเมิดสิทธิผู้ต้องหาด้วย ขณะที่คุณสันทนี ดิษยบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานเลขาธิการสถาบันนิติวัชร์ สำนักงานอัยการสูงสุด ที่ผ่านการอบรมหลักสูตร investigative interview มาแล้ว อธิบายถึงข้อจำกัดในการนำมาใช้ในไทย โดยกล่าวว่า กระบวนการสืบสวนสอบสวนปัจจุบันมุ่งเน้นและผลักภาระไปที่การรับสารภาพมากจนเกินไป โดยให้ความสำคัญกับคำให้การของพยานมาก เหมือนเป็นภาระของพยาน ทั้งที่จริง ๆ แล้ว เป็นหน้าที่ของรัฐที่จะพิสูจน์ให้เห็นความจริง ดังนั้น เธอจึงเชื่อมั่นว่า investigative interview จะตอบโจทย์ เพราะก่อนสอบปากคำจะต้องเตรียมตัวและสอบทานก่อนว่าหลักฐานพยานที่ได้มา เชื่อถือได้หรือไม่ พ.ต.ท.(หญิง) เพรียบพร้อม เมฆิยานนท์ รองผู้กำกับกลุ่มงานต่อต้านการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กทางอินเทอร์เน็ต ในฐานะผู้ริเริ่มและเห็นความสำคัญของกระบวนการสืบสวนสอบสวน ที่ได้กล่าวถึงข้อจำกัดในการนำกระบวนการ investigative interview มาปรับใช้ในไทยว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสืบสวนสอบสวนในประเทศไทยยังไม่ให้ความสำคัญกับเรื่อง “สิทธิมนุษยชน” มากเท่ากับหน่วยงานที่ทำหน้าที่ดังกล่าวในต่างประเทศ เรื่องสิทธิมนุษยชนยังไม่ได้ถูกนำมาเป็น “ค่านิยมหลัก” ในการปฏิบัติการ ดังนั้น สิ่งที่ต้องคิดต่อไป คือ จะทำอย่างไรให้หน่วยงานตำรวจคำนึงถึงเรื่องสิทธิมนุษยชนมากขึ้น ด้าน พล.ต.ท. ธัชชัย ปิตะนีละบุตร ผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ได้สะท้อนความคิดเห็นเกี่ยวกับความก้าวหน้าในการนำหลักคิดการคำนึงถึงสิทธิมนุษยชนในวงการตำรวจรุ่นใหม่ และข้อจำกัดในการปฏิบัติงานว่า การทำงานของตำรวจปัจจุบัน ให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชนมากขึ้น เช่น คดีฆ่า ที่มือปืนรับจ้างมีโทษถึงขั้นประหารชีวิต หรือ คดีทั่วไป จะมีหลักการทำงาน คือ การพยายามรวบรวมข้อมูลให้มากที่สุด โดยให้ผู้ต้องสงสัยพูดให้มากที่สุด เพื่อหักล้างกับหลักฐานอื่นที่ตำรวจมี ถึงแม้ผู้ต้องหาจะไม่ได้รับสารภาพ แต่การทำเช่นนี้จะทำให้สามารถฟ้องได้ หากมีหลักฐานเพียงพอ แต่ในทางปฏิบัติ ก็ทำได้ยาก เพราะผู้กระทำความผิดส่วนใหญ่ศึกษาและเข้าใจวิธีการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงทำให้การสืบสวนสอบสวน การซักถามไม่ค่อยได้รับข้อเท็จจริง ดังนั้น ความยากไม่ใช่เรื่องเทคนิค แต่ความยาก คือ จะทำอย่างไร ให้ตำรวจทั้งประเทศใช้มาตรฐานเดียวกัน เนื่องจากการทำงานของตำรวจไทยมีข้อจำกัดในเรื่องโครงสร้างและปัจจัยภายนอก เช่น ระยะเวลา สถานที่ เครื่องมือ เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันก็พยายามแก้ปัญหาโดยใช้คอมพิวเตอร์ และ โซเชียลมีเดียต่าง ๆ ไปใช้กับงานด้านการป้องกันปราบปรามทั่วประเทศ อย่างไรก็ดี พลตำรวจโท ธัชชัย เห็นด้วยว่า การให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชนถือเป็นเรื่องสำคัญ และควรจะมีผสมผสานหลักการและเทคนิคต่าง ๆ ระหว่างต่างประเทศกับประเทศไทย และยังเสริมว่า การจะแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้ คือ การให้ความสำคัญกับเรื่องวิทยาศาสตร์มากขึ้น โดยยกกรณีโรงเรียนนายร้อยตำรวจในปัจจุบันที่เน้นการเรียนการสอนที่นำเอาหลักทางวิทยาศาสตร์มาใช้ในกระบวนการสืบสวนสอบสวนมากขึ้น และมีความเชี่ยวชาญด้านนิติวิทยาศาสตร์ โดยปัจจุบันโรงเรียนนายร้อยตำรวจเน้นการสนับสนุนให้ใช้ AI หรือ Blockchain รวมถึงล่าสุดกำลังมีการสร้าง Digital Forensic Lab เพื่อให้ทางตำรวจมีเครื่องมือใหม่ ๆ มากขึ้น ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับหลักคิดและนโยบายของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติที่เน้นย้ำว่า “ในการสืบสวนสอบสวนจะเน้นหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์เท่านั้น ไม่เน้นพยานบุคคล” ด้าน ผศ.ดร. ณัฐสุดา เต้พันธ์ อาจารย์ประจำคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้สนใจเรื่องประสบการณ์การได้รับบาดแผลทางจิตใจ (Traumatic Experience) ได้สะท้อนหลักคิดทางจิตวิทยาที่สอดคล้องกับหลักคิดของกระบวนการ investigative interview ว่า คนที่อยู่ในกระบวนการสอบสวนย่อมมีบาดแผลทางจิตใจ โดยธรรมชาติคนเหล่านี้เมื่อต้องประสบกับเหตุการณ์หรือเรื่องร้ายๆ ใจและสมองจะถูกบล็อกอยู่ตรงนั้น ทำให้พวกเขาไม่อยากจะกล่าวถึงเรื่องที่ตอกย้ำบาดแผลทางใจเหล่านั้น ส่งผลให้กระบวนการสืบสวนสอบสวนไม่มีประสิทธิภาพมากนัก การทำงานสืบสวนสอบสวนจึงควรอยู่บนพื้นฐานสัมพันธภาพของความปลอดภัยและความไว้วางใจเป็นรากฐานสำคัญ คือ เริ่มจากพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ เพื่อให้การสืบสวนสอบสวนไม่ใช่กระบวนการที่ไปตอกย้ำบาดแผลและกระทำซ้ำโดยไม่รู้ตัว หากทำได้ตามหลักการนี้ ก็จะทำให้การทำงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นายอุกฤษฏ์ ศรพรหม ผู้จัดการโครงการการสนับสนุนงานด้านหลักนิติธรรม TIJ ได้กล่าวถึง การประยุกต์ใช้ investigative interview กับมาตรการทางเลือกในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่ยังมีข้อพิจารณาในหลายประเด็น โดยมองว่า หากกระบวนการยุติธรรมทางเลือก หรือมาตรการทางเลือก เช่น non-state actors ต้องการนำ investigative interview มาปรับใช้ในการจัดการระดับชุมชน เช่น การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท หรือ กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ในชุมชน คนที่เกี่ยวข้องในกระบวนการจะไม่ใช่เจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวน แต่จะเป็นกลุ่มคนที่เรียกว่า facilitator หรือ mediator ซึ่งต้องวางตัวเป็นกลาง ให้ความสำคัญกับเหยื่อและผู้กระทำผิดเท่า ๆ กัน ซึ่งบทบาทนี้จะแตกต่างจากเจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนในกระบวนการยุติธรรมที่เป็นทางการ คนกลุ่มนี้จะมีข้อจำกัดในเรื่องความรู้ความเชี่ยวชาญและทักษะในการสืบสวนสอบสวน จึงจำเป็นจะต้องได้รับการฝึกฝนอย่างเพียงพอ อีกทั้งยังต้องคำนึงถึงกระบวนการรับประกันคุณภาพการสัมภาษณ์ ระหว่างการสืบสวนสอบสวน รวมถึงการให้ความยินยอมของชุมชน และจะต้องใช้ทักษะ investigative interview ดึงข้อมูลออกมาโดยต้องคำนึงถึงแนวทางของกระบวนการเชิงสมานฉันท์ด้วย ซึ่งถือเป็นข้อท้าทายอย่างมาก ดร.พิเศษ สอาดเย็น ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) กล่าวทิ้งทายในการเสวนาว่า TIJ ได้พยายามจัดเวทีเสวนาเพื่อเชิญชวนสังคมไทยให้มองปัญหาในหลากหลายมิติ เพื่อชี้ให้เห็นว่า ยังมี “เทคนิคการค้นหาความจริง” ที่สามารถนำมาปรับใช้ในกระบวนการสืบสวนสอบสวนได้ เพื่อให้ได้มาซึ่งความจริงในคดี และเราสามารถเรียนรู้เพื่อผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในระบบได้ แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้เป็นการลงทุนที่ต้องอาศัยเวลา และต้องเปลี่ยนแปลงจากปัจจัยภายในด้วย ซึ่ง TIJ จะเชิญบุคลากรจากภาคส่วนต่าง ๆ ในกระบวนการยุติธรรมมาหารือกันในโอกาสต่อไป