ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
ทั้งหมด
▼
ใหม่ล่าสุด
▼

กฎหมายสวัสดี ประจำวันศุกร์ที่ 25 กันยายน 2569

กฎหมายสวัสดี ประจำวันศุกร์ที่ 25 กันยายน 2569

สวัสดีวันศุกร์ วันนี้กระทรวงยุติธรรมขอนำเสนอ “ยุติธรรมน่ารู้”ขับรถเหยียบน้ำกระเด็นใส่ผู้อื่น โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่น อาจมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับ 5,000–20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับหากเดือดร้อนหรือไม่ได้รับความเป็นธรรม ติดต่อศูนย์บริการร่วมกระทรวงยุติธรรม สำนักงานยุติธรรมจังหวัด หรือศูนย์ยุติธรรมชุมชนใกล้บ้าน โทรสายด่วนยุติธรรม 1111 กด 77 ฟรี 24 ชั่วโมง ดาวน์โหลดภาพสวัสดียุติธรรมและภาพเพิ่มเติมได้ที่https://www.moj.go.th/news/1656

25 ก.ย. 256990
กฎหมายสวัสดี ประจำวันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน 2569

กฎหมายสวัสดี ประจำวันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน 2569

สวัสดีวันพฤหัสบดี วันนี้กระทรวงยุติธรรมขอนำเสนอ “ยุติธรรมน่ารู้”เมื่อเห็นไฟสัญญาณวับวาบหรือได้ยินเสียงไซเรน ต้องให้รถฉุกเฉินผ่านไปก่อนคนเดินเท้า ต้องหยุดและหลบให้ชิดขอบทาง หรือขึ้นไปบนทางเขตปลอดภัยหรือไหล่ทางที่ใกล้ที่สุดผู้ขับขี่ ต้องหยุดหรือจอดรถให้ชิดขอบทางด้านซ้าย และห้ามหยุดหรือจอดรถในทางร่วมทางแยกหากไม่ปฏิบัติตาม มีโทษปรับไม่เกิน 500 บาท และหากไม่หลบจนเป็นเหตุให้ผู้ป่วยเสียชีวิต อาจเข้าข่ายประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย มีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาทหากเดือดร้อนหรือไม่ได้รับความเป็นธรรม ติดต่อศูนย์บริการร่วมกระทรวงยุติธรรม สำนักงานยุติธรรมจังหวัด หรือศูนย์ยุติธรรมชุมชนใกล้บ้าน โทรสายด่วนยุติธรรม 1111 กด 77 ฟรี 24 ชั่วโมง ดาวน์โหลดภาพสวัสดียุติธรรมและภาพเพิ่มเติมได้ที่https://www.moj.go.th/news/1656

25 ก.ย. 256988
กฎหมายสวัสดี ประจำวันพุธที่ 23 กันยายน 2569

กฎหมายสวัสดี ประจำวันพุธที่ 23 กันยายน 2569

สวัสดีวันพุธ วันนี้กระทรวงยุติธรรมขอนำเสนอ “ยุติธรรมน่ารู้”ขโมยสายไฟ ฝาเหล็ก หรือน็อตเสาไฟที่ใช้เพื่อสาธารณประโยชน์ ได้เงินเพียงน้อยนิด แต่อาจสร้างความเสียหายให้คนทั้งชุมชน มีโทษจำคุก 1–5 ปี และปรับ 20,000–100,000 บาทหากลักทรัพย์ในเวลากลางคืน หรือร่วมกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป โทษเพิ่มเป็นจำคุก 1–7 ปี และปรับ 20,000–140,000 บาท และอาจต้องชดใช้ค่าเสียหายด้วยหากเดือดร้อนหรือไม่ได้รับความเป็นธรรม โทรสายด่วนยุติธรรม 1111 กด 77 ฟรีตลอด 24 ชั่วโมงดาวน์โหลดภาพ “สวัสดียุติธรรม” และภาพเพิ่มเติมได้ที่https://www.moj.go.th/news/1656

23 ก.ย. 256981
กฎหมายสวัสดี ประจำวันอังคารที่ 22 กันยายน 2569

กฎหมายสวัสดี ประจำวันอังคารที่ 22 กันยายน 2569

สวัสดีวันอังคาร เริ่มต้นวันใหม่ด้วยรอยยิ้มค่อย ๆ ก้าวไปด้วยหัวใจที่มั่นคงแล้วสิ่งดี ๆ จะค่อย ๆ ผลิบาน วันนี้กระทรวงยุติธรรมขอนำเสนอ “ยุติธรรมน่ารู้”เมื่อเกิดอุบัติเหตุ ผู้ขับขี่ต้องหยุดรถ ให้ความช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ แสดงตัว และแจ้งเหตุต่อเจ้าหน้าที่ การหลบหนี ไม่แสดงตัว หรือไม่แจ้งเหตุ มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับตั้งแต่ 2,000–10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับหากอุบัติเหตุทำให้มีผู้บาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิต ผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ดังกล่าว มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับตั้งแต่ 5,000–20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับหากเดือดร้อนหรือไม่ได้รับความเป็นธรรม ติดต่อศูนย์บริการร่วมกระทรวงยุติธรรม สำนักงานยุติธรรมจังหวัด หรือศูนย์ยุติธรรมชุมชนใกล้บ้าน โทรสายด่วนยุติธรรม 1111 กด 77 ฟรีตลอด 24 ชั่วโมงดาวน์โหลดภาพ “สวัสดียุติธรรม” และภาพเพิ่มเติมได้ที่https://www.moj.go.th/news/1656

23 ก.ย. 256978
กฎหมายสวัสดี ประจำวันจันทร์ที่ 21 กันยายน 2569

กฎหมายสวัสดี ประจำวันจันทร์ที่ 21 กันยายน 2569

สวัสดีวันจันทร์ เริ่มต้นวันใหม่ด้วยหัวใจที่เชื่อว่าสิ่งดี ๆ กำลังเดินทางมาและความสุขกำลังเบ่งบานในใจ วันนี้กระทรวงยุติธรรมขอนำเสนอ “ยุติธรรมน่ารู้”ผู้ใดแต่งกายหรือใช้เครื่องหมายที่แสดงว่าเป็นพระภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวชโดยมิชอบ เพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนเป็นบุคคลเช่นนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับหากเดือดร้อนหรือไม่ได้รับความเป็นธรรม ติดต่อศูนย์บริการร่วมกระทรวงยุติธรรม สำนักงานยุติธรรมจังหวัด หรือศูนย์ยุติธรรมชุมชนใกล้บ้าน โทรสายด่วนยุติธรรม 1111 กด 77 ฟรีตลอด 24 ชั่วโมงดาวน์โหลดภาพ “สวัสดียุติธรรม” และภาพเพิ่มเติมได้ที่https://www.moj.go.th/news/1656

23 ก.ย. 256973
กระทรวงยุติธรรม เผยแพร่เรื่องราวของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา / ประจำวันที่ 20 กันยายน 2569

กระทรวงยุติธรรม เผยแพร่เรื่องราวของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา / ประจำวันที่ 20 กันยายน 2569

กระทรวงยุติธรรม เผยแพร่เรื่องราวของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา“กาแฟสาละวะไล่โว่ สู่เศรษฐกิจชุมชน”สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงห่วงใยความเป็นอยู่ของชุมชนบ้านสาละวะ–บ้านไล่โว่ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเป็นชุมชนกะเหรี่ยงในพื้นที่ห่างไกล จึงมีพระดำริให้ส่งเสริมศักยภาพประชาชนและพัฒนาชุมชนให้สามารถพึ่งพาตนเองได้หนึ่งในแนวทางการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ คือการส่งเสริมการปลูกและพัฒนาผลผลิตกาแฟท้องถิ่น “กาแฟสาละวะไล่โว่” ซึ่งเป็นกาแฟโรบัสต้าที่ปลูกโดยชาวบ้านในชุมชน เพื่อสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และเพิ่มมูลค่าให้กับทรัพยากรในพื้นที่ อันเป็นอีกหนึ่งภาพแห่งความทรงจำที่สะท้อนพระเมตตาและพระวิสัยทัศน์ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างยั่งยืน

23 ก.ย. 256965
กระทรวงยุติธรรม เผยแพร่เรื่องราวของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา / ประจำวันที่ 19 กันยายน 2569

กระทรวงยุติธรรม เผยแพร่เรื่องราวของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา / ประจำวันที่ 19 กันยายน 2569

กระทรวงยุติธรรม เผยแพร่เรื่องราวของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดาต้นไม้ทรงปลูก : ต้นกันเกรา วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม วัดพระอารามหลวงชั้นเอก นับเป็นอีกหนึ่งสถานที่สำคัญที่พสกนิกรชาวไทย โดยเฉพาะชาวนครพนม ยังคงจดจำและซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดาบริเวณด้านทิศเหนือขององค์พระธาตุพนม มีต้นกันเกรา ซึ่งเป็นต้นไม้ประจำจังหวัดนครพนม ที่ทรงปลูกไว้เมื่อวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๔๙ เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมพสกนิกรชาวนครพนมและทรงบำเพ็ญกุศล ณ วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหารกาลเวลาล่วงเลยมากว่า ๒๐ ปี ต้นกันเกราต้นนี้ยังคงเติบโต งดงาม และเป็นเสมือนเครื่องเตือนใจถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวนครพนม ตลอดจนเป็นต้นไม้แห่งความทรงจำที่ผู้มาเยือนวัดพระธาตุพนมยังคงให้ความสำคัญและร่วมรำลึกถึงพระองค์ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงอุทิศพระองค์เพื่อประโยชน์สุขของพสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอด ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจเพื่อช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส ผู้ประสบภัย และทรงมุ่งมั่นยกระดับกระบวนการยุติธรรมให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนวันนี้ ต้นกันเกราแห่งนี้จึงมิได้เป็นเพียงต้นไม้ธรรมดา หากแต่เป็นต้นไม้แห่งความทรงจำ ที่เชื่อมโยงความผูกพันระหว่างพระองค์กับพสกนิกรชาวนครพนม ทุกครั้งที่พสกนิกรเดินทางมากราบสักการะองค์พระธาตุพนม ต่างร่วมทำบุญและตั้งจิตอธิษฐานถวายเป็นพระราชกุศล พร้อมน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณด้วยความจงรักภักดีและสำนึกในพระกรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ต้นกันเกราที่เติบโตอยู่เคียงองค์พระธาตุพนม จึงยังคงยืนหยัดเป็นภาพแห่งความทรงจำ และเป็นสัญลักษณ์แห่งความผูกพันในหัวใจของพสกนิกรชาวนครพนมสืบไป

23 ก.ย. 256969
กระทรวงยุติธรรม เผยแพร่เรื่องราวของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา / ประจำวันที่ 18 กันยายน 2569

กระทรวงยุติธรรม เผยแพร่เรื่องราวของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา / ประจำวันที่ 18 กันยายน 2569

กระทรวงยุติธรรม เผยแพร่เรื่องราวของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา“ต้นไม้ทรงปลูก : ประดู่ป่า”เมื่อวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๕๙ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เสด็จไปยังสถานีเพาะเลี้ยงนกน้ำบางพระ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี และทรงปลูก “ต้นประดู่ป่า” ด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง“ประดู่ป่า” เป็นไม้ยืนต้นที่มีความแข็งแรง ทนทาน แผ่ร่มเงากว้างไกล และเมื่อถึงฤดูกาลจะผลิดอกสีเหลืองอร่ามงดงาม จึงเปรียบเสมือนสัญลักษณ์แห่งความมั่นคง ความร่มเย็น และความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติต้นประดู่ป่าทรงปลูกต้นนี้ มิได้เป็นเพียงต้นไม้ที่เติบโตอยู่ในพื้นที่สถานีเพาะเลี้ยงนกน้ำบางพระเท่านั้น หากยังเป็นภาพแห่งความทรงจำที่สะท้อนพระเมตตา ความห่วงใยต่อทรัพยากรธรรมชาติ และพระปณิธานในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม อันเป็นประโยชน์ต่อสัตว์ป่าและประชาชนอย่างยั่งยืนกาลเวลาผ่านไป ต้นประดู่ป่าทรงปลูกยังคงหยั่งราก เติบโต และแผ่ร่มเงา เปรียบเสมือนน้ำพระทัยอันร่มเย็นที่ยังคงอยู่ในความทรงจำและความสำนึกในพระกรุณาธิคุณของประชาชนเสมอ

23 ก.ย. 256958
กระทรวงยุติธรรม เผยแพร่เรื่องราวของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา / ประจำวันที่ 17 กันยายน 2569

กระทรวงยุติธรรม เผยแพร่เรื่องราวของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา / ประจำวันที่ 17 กันยายน 2569

กระทรวงยุติธรรม เผยแพร่เรื่องราวของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา“ต้นไม้ทรงปลูก : อบเชย” ณ บ้านไล่โว่ กลางเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก จังหวัดกาญจนบุรี ผืนป่ามรดกโลกที่สำคัญของประเทศไทย มีต้นไม้ทรงปลูกอีกหนึ่งต้นที่เปี่ยมด้วยความหมาย คือ “ต้นอบเชย” ซึ่งสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงปลูกไว้เมื่อวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๔การเสด็จพระราชดำเนินไปยังชุมชนกลางป่าในครั้งนั้น สะท้อนถึงพระวิริยะอุตสาหะและพระเมตตาที่ทรงมีต่อราษฎรในถิ่นทุรกันดาร ควบคู่กับพระปณิธานในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและผืนป่ามรดกโลกให้คงความอุดมสมบูรณ์“อบเชย” เป็นไม้ยืนต้นที่มีคุณค่า ทั้งในด้านกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์และประโยชน์หลากหลาย ต้นอบเชยทรงปลูกจึงมิได้เป็นเพียงต้นไม้แห่งธรรมชาติ หากยังเปรียบเสมือนสัญลักษณ์แห่งพระเมตตา ความห่วงใย และขวัญกำลังใจที่พระองค์ประทานแก่ชาวบ้านบ้านไล่โว่ ตลอดจนเจ้าหน้าที่ผู้พิทักษ์ผืนป่าเมื่อกาลเวลาผ่านไป ต้นอบเชยทรงปลูกจะค่อย ๆ เติบโต หยั่งรากและแผ่กิ่งก้านอยู่เคียงคู่ผืนป่าทุ่งใหญ่นเรศวร เป็นภาพแห่งความทรงจำอันทรงคุณค่า และเป็นเครื่องเตือนใจถึงพระกรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อประชาชนและธรรมชาติของแผ่นดินไทยเสมอ

23 ก.ย. 256955
กระทรวงยุติธรรม เผยแพร่เรื่องราวของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา / ประจำวันที่ 16 กันยายน 2569

กระทรวงยุติธรรม เผยแพร่เรื่องราวของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา / ประจำวันที่ 16 กันยายน 2569

กระทรวงยุติธรรม เผยแพร่เรื่องราวของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดาต้นไม้ทรงปลูก : เมเปิล หากใครเคยเดินทางไปสัมผัสลมหนาวและธรรมชาติอันบริสุทธิ์ ณ อุทยานแห่งชาติภูกระดึง จังหวัดเลย ภาพจำที่งดงามที่สุดอย่างหนึ่งคงหนีไม่พ้น "ใบเมเปิล" หรือ "ก่วมแดง" ที่ผลัดใบเปลี่ยนสีเป็นแดงสะพรั่ง แต่งแต้มผืนป่าให้ราวกับมีเวทมนตร์แต่ท่ามกลางความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติแห่งนี้ มีก่วมแดงต้นหนึ่งที่ทรงคุณค่าและมีความหมายต่อหัวใจคนไทยอย่างยิ่ง...ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ ๓๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๓ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ได้เสด็จไปยังอุทยานแห่งชาติภูกระดึง และทรงปลูกต้น "เมเปิล" (ก่วมแดง) กล้าไม้เล็กๆ ในวันนั้น ได้รับการหล่อเลี้ยงด้วยผืนดิน หยาดฝน และสายพระเนตรที่ทรงห่วงใยในสิ่งแวดล้อมกาลเวลาล่วงเลยผ่านไปกว่าทศวรรษ จากกล้าไม้ในวันวาน ได้เติบโต แผ่กิ่งก้านสาขา หยั่งรากลึกลงบนผืนป่าใหญ่ ต้นเมเปิลทรงปลูกต้นนี้ ไม่เพียงแต่มอบร่มเงาและคืนลมหายใจที่บริสุทธิ์ให้กับธรรมชาติ แต่ยังเป็นดั่งอนุสรณ์แห่งน้ำพระทัย ที่ทรงตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของชาติ ทุกครั้งที่ใบเมเปิลเปลี่ยนสี เป็นดั่งเครื่องเตือนใจให้พวกเราทุกคนร่วมกันสานต่อความตั้งใจในการดูแลรักษาผืนป่า เพื่อให้ธรรมชาติอันงดงามนี้ คงความสมบูรณ์และเป็นมรดกอันล้ำค่าของแผ่นดินไทยสืบไป

23 ก.ย. 256945
กระทรวงยุติธรรม เผยแพร่เรื่องราวของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา / ประจำวันที่ 15 กันยายน 2569

กระทรวงยุติธรรม เผยแพร่เรื่องราวของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา / ประจำวันที่ 15 กันยายน 2569

กระทรวงยุติธรรม เผยแพร่เรื่องราวของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา“ต้นไม้ทรงปลูก : รวงผึ้ง”ลึกเข้าไปในผืนป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี มีต้นไม้ทรงปลูกอีกหนึ่งต้นที่เปี่ยมด้วยความหมาย คือ “ต้นรวงผึ้ง” ซึ่งสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงปลูกไว้ ณ โรงเรียนบ้านไล่โว่ เมื่อวันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๖๒“ต้นรวงผึ้ง” เป็นพรรณไม้ประจำพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๑๐ และเป็นต้นไม้ที่มีดอกสีเหลืองอร่ามงดงาม ต้นรวงผึ้งทรงปลูกต้นนี้จึงมิได้เป็นเพียงต้นไม้ที่ให้ความร่มรื่น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์แห่งความรัก ความห่วงใย และขวัญกำลังใจที่พระองค์ประทานแก่เด็กนักเรียน คณะครู เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า และราษฎรในพื้นที่ห่างไกลเมื่อกาลเวลาผ่านไป ต้นรวงผึ้งทรงปลูกยังคงหยั่งราก เติบโต และแผ่กิ่งก้านเคียงคู่ผืนป่าทุ่งใหญ่นเรศวร เปรียบเสมือนการเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความหวัง การศึกษา และความผูกพันระหว่างคนกับธรรมชาติ ให้คงอยู่อย่างยั่งยืนสืบไป

23 ก.ย. 256920
กระทรวงยุติธรรม เผยแพร่เรื่องราวของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา / ประจำวันที่ 14 กันยายน 2569

กระทรวงยุติธรรม เผยแพร่เรื่องราวของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา / ประจำวันที่ 14 กันยายน 2569

กระทรวงยุติธรรม เผยแพร่เรื่องราวของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา“ต้นไม้ทรงปลูก : คำมอกหลวง”ณ โครงการท่องเที่ยวเชิงนิเวศภูฝอยลม อำเภอหนองแสง จังหวัดอุดรธานี มีต้นไม้ทรงปลูกที่ยังคงเติบโตและเป็นภาพแห่งความทรงจำอันงดงาม คือ “ต้นคำมอกหลวง” ซึ่งสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงปลูกด้วยพระหัตถ์ เมื่อวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๕๒“คำมอกหลวง” เป็นไม้มงคลของไทย มีดอกสีเหลืองทองงดงามและมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ เมื่อต้นไม้ทรงปลูกต้นนี้เติบโตขึ้น จึงมิได้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของธรรมชาติ หากยังเป็นสัญลักษณ์แห่งความทรงจำ ความร่มเย็น และความผูกพันที่พระองค์ทรงมีต่อผืนป่าและประชาชนกาลเวลาผ่านไป ต้นคำมอกหลวง ณ ภูฝอยลม ยังคงผลิดอกและแผ่ร่มเงา เป็นเครื่องเตือนใจถึงพระเมตตา พระจริยวัตรอันงดงาม และพระปณิธานในการอนุรักษ์ธรรมชาติ เพื่อส่งต่อความอุดมสมบูรณ์ของแผ่นดินไทยให้คงอยู่ต่อไป

23 ก.ย. 256919
กระทรวงยุติธรรม เผยแพร่เรื่องราวของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา / ประจำวันที่ 13 กันยายน 2569

กระทรวงยุติธรรม เผยแพร่เรื่องราวของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา / ประจำวันที่ 13 กันยายน 2569

กระทรวงยุติธรรม เผยแพร่เรื่องราวของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา“ต้นไม้ทรงปลูก : ยางนา”“ยางนา” เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศ ช่วยสร้างความร่มเย็น รักษาความชุ่มชื้นของผืนป่า และเป็นสัญลักษณ์ของความมั่นคง อุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2565 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เสด็จไปยังพื้นที่บ้านสาละวะ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี และทรงปลูก “ต้นยางนา” ณ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตกต้นยางนาทรงปลูกในวันนั้น มิได้เป็นเพียงการเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้แก่ผืนป่า หากยังเป็นภาพแห่งความทรงจำที่สะท้อนพระเมตตา ความห่วงใยต่อทรัพยากรธรรมชาติ และเป็นขวัญกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติหน้าที่พิทักษ์รักษาผืนป่ามรดกโลกเมื่อกาลเวลาผ่านไป ต้นยางนาทรงปลูกจะเติบโต แผ่ร่มเงาเคียงคู่ผืนป่าทุ่งใหญ่นเรศวร เป็นสัญลักษณ์แห่งความหวัง และเป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกคนร่วมกันหวงแหน อนุรักษ์ และส่งต่อทรัพยากรธรรมชาติอันล้ำค่าของชาติสู่คนรุ่นต่อไป

23 ก.ย. 256919
กระทรวงยุติธรรม เผยแพร่เรื่องราวของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา / ประจำวันที่ 12 กันยายน 2569

กระทรวงยุติธรรม เผยแพร่เรื่องราวของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา / ประจำวันที่ 12 กันยายน 2569

กระทรวงยุติธรรม เผยแพร่เรื่องราวของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา“ต้นไม้ทรงปลูก : อโวคาโด” ณ บ้านสาละวะ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ดินแดนที่โอบล้อมด้วยขุนเขาและธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ มีต้นไม้ทรงปลูกอีกหนึ่งต้นที่เปี่ยมด้วยความหมาย คือ “ต้นอโวคาโด” ซึ่งสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงปลูกไว้เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2565“อโวคาโด” เป็นไม้ผลที่มีคุณค่าทางโภชนาการ และสามารถสร้างประโยชน์ต่อชุมชนในด้านอาหาร อาชีพ และการพึ่งพาตนเอง ต้นอโวคาโดทรงปลูกจึงมิได้เป็นเพียงต้นไม้แห่งธรรมชาติ หากยังเป็นสัญลักษณ์แห่งพระเมตตาและความห่วงใยที่ทรงมีต่อคุณภาพชีวิตของราษฎรในพื้นที่ห่างไกลเมื่อกาลเวลาผ่านไป ต้นอโวคาโดทรงปลูก ณ บ้านสาละวะ จะค่อย ๆ เติบโต หยั่งรากลึก และแผ่กิ่งก้านเป็นร่มเงาแห่งความหวัง สะท้อนแนวทางการพัฒนาชุมชนให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ ควบคู่กับการอยู่ร่วมกับผืนป่าอย่างเกื้อกูลและยั่งยืนต้นไม้ทรงปลูกต้นนี้จึงเป็นภาพแห่งความทรงจำอันทรงคุณค่า เป็นขวัญกำลังใจแก่ชาวบ้านสาละวะและเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลผืนป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ในการร่วมกันรักษาทรัพยากรธรรมชาติอันล้ำค่าของชาติให้คงอยู่สืบไป

23 ก.ย. 256920
กระทรวงยุติธรรม เผยแพร่เรื่องราวของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา / ประจำวันที่ 11 กันยายน 2569

กระทรวงยุติธรรม เผยแพร่เรื่องราวของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา / ประจำวันที่ 11 กันยายน 2569

กระทรวงยุติธรรม เผยแพร่เรื่องราวของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา“ทองกวาวทรงปลูก” หากใครเคยมีโอกาสเดินทางไปเยือน โครงการท่องเที่ยวเชิงนิเวศภูฝอยลม อำเภอหนองแสง จังหวัดอุดรธานี ท่ามกลางธรรมชาติที่โอบล้อมและสายลมที่พัดผ่าน มีสิ่งหนึ่งที่หยั่งรากลึกลงบนผืนดินแห่งนี้ ไม่ใช่เพียงเพื่อเติบโตเป็นร่มเงาให้ผืนป่า แต่ยังเป็นตัวแทนแห่งความทรงจำและน้ำพระทัยที่ทำให้คนไทยหัวใจอุ่นซ่านทุกครั้งที่ได้มอง นั่นคือ "ต้นทองกวาว" ต้นไม้ทรงปลูกของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดาย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 31 มกราคม พุทธศักราช 2552 พระองค์ได้เสด็จเยือนโครงการท่องเที่ยวเชิงนิเวศภูฝอยลม และได้ทรงปลูกกล้าไม้เล็กๆ ต้นนี้ลงบนผืนดินด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง วันเวลาล่วงเลยผ่านไปกว่าทศวรรษ จากกล้าไม้ในวันนั้น ได้หยั่งรากดูดซับความรักความเอาใจใส่ เติบโตขึ้นเป็นต้นไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขาสูงตระหง่านต้นทองกวาวเป็นไม้ยืนต้นที่แข็งแกร่ง ทนทานต่อสภาพอากาศ เมื่อถึงฤดูแล้งที่ต้นไม้อื่นอาจร่วงโรย ทองกวาวกลับผลัดใบและชูช่อออกดอกสีแสดสว่างไสวบานสะพรั่งเต็มต้น เปรียบดังพระจริยวัตรอันงดงามและเข้มแข็งของพระองค์ ที่ไม่ว่าภาระหน้าที่จะหนักหนาเพียงใด หรือประชาชนจะต้องเผชิญกับความยากลำบากแค่ไหน พระองค์ก็ทรงพร้อมที่จะเป็นแสงสว่าง เป็นความหวัง และพระราชทานความช่วยเหลือให้แก่พสกนิกรชาวไทยเสมอมา ทุกครั้งที่ดอกทองกวาวบนภูฝอยลมเบ่งบานรับแสงแดด จึงเปรียบเสมือนรอยแย้มพระสรวลอันอบอุ่นที่ส่งมาถึงประชาชน และทุกครั้งที่สายลมพัดผ่านกิ่งก้าน ก็ราวกับได้สัมผัสถึงความห่วงใยที่พระองค์ทรงมีต่อผืนป่า ธรรมชาติ และพวกเราทุกคนอย่างไม่เคยเสื่อมคลาย"ต้นไม้ทรงปลูก" ต้นนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ แต่เป็น "อนุสรณ์แห่งความรักและความผูกพัน" ระหว่างเจ้าฟ้าหญิงผู้ทรงเป็นที่รักยิ่ง กับพสกนิกรชาวไทย เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจที่ย้ำเตือนให้เรารู้ว่า ร่มเงาแห่งพระเมตตาของพระองค์ได้หยั่งรากลึกลงในแผ่นดิน และในหัวใจของพวกเราตลอดไป

23 ก.ย. 256919