นายธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรมและโฆษกกระทรวงยุติธรรม ร่วมรายการ “สถานีประชาชน” ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส เมื่อวันจันทร์ที่ ๘ มกราคม ๒๕๖๑

12 ม.ค. 2561 17:06 น. 130 ครั้ง

ช่วงที่ ๑ : ประเด็น “กระทรวงยุติธรรม ช่วยเหลือชาวบ้านท่าคันโท จังหวัดกาฬสินธุ์ ถูกหลอกเซ็นสัญญากู้เงิน”

รองปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า จากกรณีดังกล่าวชาวบ้านได้ไปยื่นเรื่องขอรับความช่วยเหลือจากสำนักงานยุติธรรมจังหวัดในเบื้องต้น แต่เกรงว่าเรื่องจะล่าช้า ชาวบ้านจึงได้เดินทางมาที่กระทรวงฯ เพื่อจะยื่นเรื่องต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ซึ่งข้อเท็จจริง อาจมีประชาชนที่อาจต้องถูกดำเนินคดีจำนวนประมาณ ๑๖๙ ราย และที่ดำเนินการฟ้องร้องและศาลมีคำตัดสินแล้ว จำนวนประมาณ ๒๓ ราย โดยในจำนวน ๒๓ ราย กลุ่มชาวบ้านได้ขอร้องว่าไม่ให้ดำเนินการบังคับคดี ซึ่งการบังคับคดีได้หรือไม่นั้น อยู่ที่โจทก์ ถ้ากรณีโจทก์ไปยื่นคำร้องที่สำนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย ซึ่งในเรื่องนี้สำนักงานบังคับคดีกับธนาคารออมสิน จะต้องมีการหารือว่าจะสามารถชะลอการยึดและอายัดทรัพย์ เพื่อที่จะขายทอดตลาดได้หรือไม่ กับอีกกลุ่มหนึ่งมีจำนวนประมาณ ๔๒ ราย ซึ่งอยู่ในระหว่างการพิจารณาคดีของศาล ในส่วนนี้จะขอดูก่อนว่า จะสามารถชะลอการพิจารณาคดีได้หรือไม่ ซึ่งอาจจะเขียนคำร้อง เพื่อขอชะลอไว้ก่อน และอีกประมาณ ๖๐ กว่าราย ได้ยื่นหนังสือทวงถามแล้ว เพื่อที่จะดำเนินคดี ส่วนที่เหลือยังไม่มีการดำเนินการ และลูกความมีการสลับกันไปมา บางคนเป็นผู้กู้ บางคนเป็นผู้ค้ำ ปัญหาเกิดทั้งระบบ กระทรวงยุติธรรมได้ตรวจสอบเบื้องต้น ในข้อกฎหมาย ชาวบ้านได้ไปกู้เงิน และมีการเซ็นชื่อจริง แต่ข้อเท็จจริงเป็นอีกเรื่องตามประเด็นข่าว กระทรวงยุติธรรม จะให้ความช่วยเหลือด้านทนายความจากกองทุนยุติธรรม จากนั้นจะเป็นการพิสูจน์เอกสารทั้งหมดที่กระทรวงยุติธรรมจะเข้าไปดูแล ซึ่งเร่งดำเนินการอยู่

ทั้งนี้ ในวันที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๖๑ เวลาประมาณ ๑๓.๓๐ น. คุณนัทธี ทีมงาน ผู้แทนจากธนาคารออมสิน และยุติธรรมจังหวัดกาฬสินธุ์ จะเชิญทางอัยการเข้ามาช่วยดูเรื่องข้อกฎหมายอีกทางหนึ่ง ซึ่งจะมาร่วมหารือพูดคุยกัน ตนเชื่อว่า กรณีนี้ไม่ได้เกิดกับชาวบ้านท่าคันโทเพียงที่เดียว น่าจะเกิดกับที่อื่นๆ อีก และไม่น่าจะมีเพียงแค่ธนาคารออมสินเท่านั้น ถ้าเรารวบรวมข้อมูลได้ น่าจะมีข้อเสนอแนะในเชิงนโยบาย ให้ทางรัฐบาล เพื่อหาแนวทางแก้ไขต่อไป เพราะพฤติการณ์ในลักษณะนี้ มองได้ชัดเจนว่า คล้ายกับว่า มีข้อตกลงระหว่างกองทุนหมู่บ้านกับธนาคารว่า หากชาวบ้านที่เป็นสมาชิกกองทุนฯ โดยคำรับรองของกองทุนหมู่บ้านในพื้นที่นั้นรับรองมา ธนาคารจะไม่มีการตรวจสอบ กระทรวงได้ข้อมูลมาในลักษณะแบบนี้ โดยกองทุนหมู่บ้านจะรวบรวมเงินส่งให้กับธนาคาร ทางคณะกรรมการกองทุนจะนำเงินไปเปิดร้านค้า ไปทำเรื่องรถแบคโฮ เพื่อขุดดิน หรือไปให้ชาวบ้านกู้ แต่กลับประสบปัญหาขาดสภาพคล่อง ไม่สามารถส่งเงินคืนได้ในข้อกฎหมายที่กู้ยืมจริงๆ ชาวบ้านรายบุคคล หรือผู้ค้ำต้องรับผิดชอบ

สุดท้าย อยากฝากถึงประชาชน ขอให้คิดอย่างรอบคอบ และท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้สั่งการชัดเจนว่า เรื่องในลักษณะนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก โดยเฉพาะที่กาฬสินธุ์ที่ไปตรวจสอบ มีทั้งหมด ๒๔๘ คดี ที่ไม่ใช่กู้เงินจากสถาบันการเงิน แต่เป็นการกู้หนี้นอกระบบแล้วฟ้องคดี มีทุนทรัพย์ ๒๗ ล้าน ท่านบอกว่าที่ดำเนินการไปแล้ว หรือไปกู้กับเอกชน หรือกู้โดยมีสัญญาโดยชอบ ไม่เป็นไร ขอให้ไปดำเนินการไกล่เกลี่ย และเรียกเงินคืนอย่างเป็นธรรม แต่ถ้าเป็นเรื่องการกู้หนี้นอกระบบ เราจะใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเข้มข้น กล่าวคือ เมื่อดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหา จะต้องมีการยึดทรัพย์ ตรวจสอบเรื่องการฟอกเงิน รวมทั้งใช้มาตรการทางภาษีเข้าไปจัดการ ไม่ให้เกิดขึ้นอีก ซึ่งเป็นหนึ่งในกาฬสินธุ์โมเดลที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมให้ดำเนินการ


ช่วงที่ ๒ : ประเด็นความคืบหน้าการให้ความช่วยเหลือ ด.ญ.ภัทรดา แก้วผ่อง ผู้เสียหายจากอุบัติเหตุรถพ่วงชนจนพิการ และถูกทนายความฉ้อโกงเงิน จำนวน ๕ ล้านบาท

รองปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า จากกรณีดังกล่าว กระทรวงยุติธรรมเข้าไปช่วยเหลือน้องบีมเรื่องคดีความ โดยร่วมกับเนติบัณฑิตยสภา และสภาทนายความ ซึ่งเรื่องนี้ทนายความไปคุยกับบริษัท และรับเงินแทนน้องบีม ทางกระทรวงไปดูน้องบีมซึ่งเป็นผู้เยาว์ ไม่สามารถดำเนินการได้ต้องผ่านให้ศาลเยาวชนมีคำพิพากษา ต้องให้คุณแม่เป็นผู้ปกครองของผู้เยาว์จนกว่าน้องบีมจะบรรลุนิติภาวะ เพราะฉะนั้น นิติกรรมสัญญาต่าง ๆ ทางทนายความจะดำเนินการไม่ได้ ซึ่งเป็นการกระทำโดยมิชอบ ถ้าบริษัทได้จ่ายเงินจริง เป็นการจ่ายฟรีไป บริษัทจะต้องมาจ่ายให้กับคุณแม่ตามคำพิพากษา ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนของเนติบัณฑิตยสภา และสภาทนายความจะดำเนินการ ซึ่งน้องบีมน่าจะได้รับเงินช่วยเหลือ

สุดท้าย อยากฝากถึงประชาชน หากมีปัญหาเดือดร้อนหรือไม่ได้รับความเป็นธรรม สามารถติดต่อได้ที่สำนักงานยุติธรรมจังหวัด ถ้าใกล้ตัวสามารถติดต่อกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือที่ศูนย์ยุติธรรมชุมชน คือที่จังหวัดกระทรวงมีทนายความ สคช. ซึ่งให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย และกองทุนยุติธรรมที่จังหวัดดูแลได้ให้ความรู้ และเผยแพร่กฎหมาย ในบางพื้นที่เนติบัณฑิตยสภา และสภาทนายความ และกระทรวงยุติธรรมร่วมกัน เพื่อจัดโครงการเผยแพร่ความรู้ด้านกฎหมาย และฝากถึงประชาชนคดีความด้านละเมิด มีอายุความเพียงแค่ ๑ ปี แต่ส่วนใหญ่จะมาติดต่อเมื่อเกินกว่า ๑ ปี จึงขอให้รีบมาติดต่อที่สำนักงานยุติธรรมจังหวัด หรือทนายความ สคช. ก่อนในเบื้องต้น เพื่อขอรับความช่วยเหลือ ซึ่งหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ตามกฎหมาย เพียงแต่บางครั้งชาวบ้านอยู่ไกล มาขอรับความช่วยเหลือได้ลำบาก เพราะหน่วยงานอยู่ในจังหวัด ก็ให้ไปติดต่อที่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เพราะเราทั้งสองหน่วยงาน ได้ทำความร่วมมือกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และปัจจุบันทางสำนักงานอัยการสูงสุด และกระทรวงยุติธรรม โดยมีข้อตกลงร่วมกันว่า ถ้าในกรณีนี้ อัยการดำเนินการ ค่าใช้จ่ายแบบนี้ กองทุนยุติธรรมจะเข้าไปช่วยเหลือ เพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชน โดยในเร็วนี้ เมื่อผ่านการพิจารณาของกองทุนยุติธรรมแล้ว อาจต้องมีการแถลงร่วมกัน เพื่อให้ประชาชนได้เห็นประโยชน์ตรงนี้