การให้สัมภาษณ์ในประเด็น “กฎหมายคุมประพฤติ แก้ปัญหานักโทษล้นคุก” โดยนายประสาร มหาลี้ตระกูล อธิบดีกรมคุมประพฤติ

12 ม.ค. 2561 17:04 น. 68 ครั้ง

- ปัญหานักโทษล้นคุกในประเทศไทย สองสามปีที่ผ่านมาสังคมพูดคุยกันมานานว่าจะลดปริมาณความแออัดของนักโทษในเรือนจำลงมาได้อย่างไร เรื่องดังกล่าวกรมคุมประพฤติได้เข้ามามีบทบาทมากน้อยขนาดไหนและปัจจุบันกรมคุมประพฤติดำเนินการอะไรอยู่บ้าง

กรมคุมประพฤติอยู่ในสังกัดกระทรวงยุติธรรม อยู่ในกลุ่มภารกิจพัฒนาพฤตินิสัย ซึ่งในกลุ่มพัฒนาพฤตินิสัยมีอีก ๒ กรม คือ กรมราชทัณฑ์ กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ภารกิจของกรมคุมประพฤติ คือเราจะดูแลผู้ที่อยู่นอกสถานที่ควบคุม สำหรับกรมราชทัณฑ์คือดูแลผู้ที่อยู่ในสถานที่ควบคุมหรือเรือนจำนั่นเอง ส่วนกรมพินิจฯ นั้นดูแลเด็กและเยาวชนที่กระทำผิด ก็จะมีศูนย์ฝึกอบรม ส่วนกรมคุมประพฤติ
จะดูแลทุกคนที่กระทำผิดแล้วได้รับโอกาสปล่อยมาอยู่ในชุมชน ภาษาง่าย ๆ คือการรอการลงโทษและคุมประพฤติไว้ เพราะฉะนั้นในสถานที่ควบคุม ๒ กรมดูในรั้ว ส่วนกรมคุมประพฤติดูนอกรั้ว คือเราจะดูแลทั้งผู้ใหญ่ที่มาจากศาลยุติธรรม และมาจากศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ส่งมาให้เราดูแลในส่วนของคุมประพฤติเด็ก นอกจากนี้เรายังดูแลผู้ต้องขังที่ได้รับโอกาสตามเกณฑ์ของระเบียบทางราชการ คือได้รับการพักการลงโทษ ลดวันต้องโทษ ยังไม่ครบกำหนดโทษแต่ได้รับการปล่อยตัวมาก่อน ซึ่งต้องมีมาตรการคุมประพฤติก็จะส่งมาให้เราดูแล การดูแลของเราจะมีเงื่อนไขตามที่คณะกรรมการที่รับผิดชอบซึ่งมีอำนาจตามกฎหมายจะเป็นผู้กำหนดว่าผู้ต้องขังรายนั้นจะต้องปฏิบัติตนอย่างไร ยกตัวอย่างเช่น ให้มารายงานตัวกับพนักงานคุมประพฤติให้ประกอบอาชีพ เป็นกิจจะลักษณะ ห้ามออกนอกเขตพื้นที่ที่อยู่อาศัย การจะออกนอกเขตพื้นที่ต้องขออนุญาตพนักงานคุมประพฤติก่อน พูดง่ายๆว่าพนักงานคุมประพฤติจะต้องทำหน้าที่มอนิเตอร์ติดตามดูแลบุคคลเหล่านี้ นอกจากมาพบเราแล้วยังต้องออกไปสอดส่องติดตามดูแลคนเหล่านี้ด้วยตัวเลขโดยรวมมีคดีที่อยู่ในความดูแลของกรมคุมประพฤติประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ คดี คือคนที่กระทำผิดแล้วและได้รับโอกาส และกลุ่มคนที่เป็นผู้ต้องขังและได้รับโอกาสก็จะมาอยู่ในความดูแลของเรา ก็จะเป็นบทสะท้อนที่ว่าคนเหล่านี้ทั้งสองแสนหรือกว่าสองแสน เค้าไม่ต้องไปอยู่ในเรือนจำ ได้รับโอกาสปล่อยมาอยู่ในชุมชนและอยู่ภายใต้การดูแลของกรมคุมประพฤติ

- ด้านประเด็นคำถามว่าจำนวนผู้ถูกคุมกว่า ๒๐๐,๐๐๐ คน เจ้าหน้าที่ของกรมมีเพียงพอสำหรับการปฏิบัติงานหรือไม่

ต้องเรียนตามตรงว่าไม่พอเพราะเรามีเจ้าหน้าที่ตำแหน่งพนักงานคุมประพฤติจำนวนสองพันเศษที่ทำงานอยู่ทั่วประเทศ เพราะฉะนั้นเราจำเป็นต้องมีภาคี เราจะต้องมีเครือข่าย เรามีอาสาสมัครคุมประพฤติเป็นภาคประชาชนที่เข้ามาทำงานร่วมกับกรมคุมประพฤติเป็นลักษณะจิตอาสา เข้ามาโดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆ เข้ามาเพื่อทำประโยชน์ดูแลคนเหล่านี้ซึ่งจริงๆแล้วคือลูกหลานเขาเอง อยู่ในชุมชนที่เขาอาศัยอยู่ แล้วเราจะอาศัยเครือข่ายภาคประชาชนในพื้นที่ อาศัยครอบครัวของผู้กระทำผิด เป็นแนวร่วมสำคัญ ถ้าลำพังพนักงานคุมประพฤติ ๒,๐๐๐ คน ดูแล ๒๐๐,๐๐๐ เคส คิดว่าคงจะเป็นเรื่องที่ลำบากเหมือนกัน

- เคยได้ยินข่าวว่ามีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เป็นกำไลที่จะดูแลบุคคลที่ได้รับการลดหย่อนโทษในอดีตเคยใช้หรือไม่

กรมคุมประพฤติน่าจะเรียกได้ว่าเป็นหน่วยงานแรกที่นำเอาเครื่องมือกำไลอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ประมาณ ๔ ปีที่แล้ว เป็นลักษณะของการนำร่องว่าน่าจะมีเครื่องมืออะไรที่จะเอามาเสริมประสิทธิภาพของการดำเนินการควบคุมความประพฤติของผู้กระทำผิดที่ศาลส่งมาให้เรา เราก็เลยมีงบประมาณส่วนหนึ่งในการเช่าใช้ ๒๐๐ เครื่อง ทดสอบในพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑล แต่ต้องเรียนว่า ณ เวลานั้นยังไม่มีกฎหมายรองรับ เราต้องไปประสานกับผู้มีอำนาจว่าเรามีเครื่องมือ เรากำลังจะทดลองนำร่อง เครื่องมือนี้สามารถมอนิเตอร์ติดตามโดยใช้ระบบดาวเทียม GPS ในการที่จะตรวจสอบตำแหน่งของผู้ถูกคุมว่าอยู่ในพื้นที่ไหน อย่างไร และท่านสามารถกำหนดกรอบของเงื่อนไข เช่น กำหนดเวลาในการห้ามออกจากบ้าน ห้ามเข้าไปในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง ซึ่ง ณ เวลานั้นเป็นเรื่องของการประสานความร่วมมือโดยไม่มีกฎหมายรองรับ อาจเป็นการถามความยินยอมของจำเลยว่ายินยอมให้ติดกำไลอิเล็กทรอนิกส์หรือไม่ ซึ่งส่วนใหญ่ก็ยินยอม บวกกับเงื่อนไขของการคุมความประพฤติและเราก็ดูแล ที่ผ่านมาในช่วงการทดลองก็จะมีประเภทคดีเมาขับ ยาเสพติด ก็ถือว่าใช้ได้ผลดีในระดับหนึ่งซึ่งทดลองประมาณปีเศษ จากการติดตามผลผู้ที่ถูกติดเครื่องมือนี้ก็ไม่ได้กลับไปกระทำผิดซ้ำก็พ้นคุมประพฤติไป ปัจจุบันมีข้อติดขัดเรื่องงบประมาณทำให้ขาดความต่อเนื่อง

 แต่อย่างไรก็ดีในปีงบประมาณ ๒๕๖๑ เราได้รับงบประมาณมาแล้วและได้ทำการแปลงงบไปในเรื่องการเช่าใช้ เนื่องจากมีปัญหาในเรื่องกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง เนื่องจากเป็นเครื่องมือใหม่ยังไม่มีบริษัทไหน       ผลิตหรือนำเข้ามาอย่างจริงจัง เพราะฉะนั้นในการเทียบราคา ในการตรวจสอบการใช้ต่าง ๆ มันเป็นประเด็นปัญหา ในปีนี้เราก็เลยคิดว่าน่าจะเป็นกระบวนการของการเช่าคือให้มีบริษัทที่จะเข้ามาประมูล อาจจะนำเครื่องจากต่างประเทศเข้ามา ซึ่งเราดำเนินการอยู่และจะของบประมาณผูกพันต่อเนื่องอีก ๒ ปี ประมาณ ๔,๐๐๐ เครื่อง คิดว่ากระบวนการในเรื่องนี้และได้เครื่องมาน่าจะประมาณกลางปี เดือนพฤษภาคมหรือมิถุนายนน่าจะได้เครื่องนี้เพื่อมาเสริมการทำงาน อย่างที่เรียนตั้งแต่ต้นว่าตัวเจ้าหน้าที่เองก็มีข้อจำกัด เครือข่าย อาสาสมัครเองก็มีข้อจำกัด เพราะฉะนั้นบางเงื่อนไขเราก็ไม่สามารถดำเนินการได้เอง เช่น ศาลมีเงื่อนไขว่า ห้ามจำเลยออกจากบ้าน เวลาเท่านั้นเท่านี้ สิ่งที่เราทำได้คือเราต้องไปสุ่มตรวจแต่ไม่สามารถมอนิเตอร์ได้ ๒๔ ชม. แต่ถ้าติดเครื่องมือนี้แล้วเราใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ติดกำไลข้อเท้าแล้ว ถ้าออกนอกพื้นที่ ผิดเงื่อนไข สัญญาณก็จะไปเตือนที่ศูนย์ควบคุมที่จะมีระบบดูแลอยู่ เราก็จะทราบว่าบุคคลนี้ละเมิด และถามว่าดีอย่างไร ตรงนี้ก็จะเป็นการป้องปรามขึ้นอยู่กับความผิด ถ้าเป็นกรณีเมาขับส่วนใหญ่คนจะดื่มกินในเวลาพลบค่ำ ถึงเวลาก็ขับรถไปดื่ม เพราะฉะนั้นการห้ามออกจากบ้านในเวลาที่กำหนด มีเครื่องกำไลข้อเท้าติด เป็นเครื่องมือที่จะตรวจเช็คว่าสถานะตอนนี้อยู่ที่ไหนอย่างไรก็จะเป็นตัวช่วยในการลดปัญหาที่จะกลับไปกระทำผิดซ้ำ อันนี้เป็นแค่เคสตัวอย่าง เพราะในบางกรณีศาลอาจจะสั่งให้ใช้กับคดีอื่นก็ได้ เช่น คดียาเสพติด หรือคดีที่เป็นความรุนแรง ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศาล เพราะการใช้เครื่องมือนั้นกฎหมายให้อำนาจเราใช้ได้แล้วตามพระราชบัญญัติคุมประพฤติ พ.ศ. ๒๕๕๙ แต่ใช้ภายใต้อำนาจของศาลยุติธรรมและอำนาจของคณะกรรมการฯ หรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งตอนนี้กฎหมายรองรับพร้อมแล้วขาดแต่เครื่องมือ

- เคยไปสำรวจหรือไม่ว่าการคุมประพฤติคนกว่า ๒๐๐,๐๐๐ คน มีการละเมิดแล้วต้องกลับไปอยู่ในเรือนจำบ้างหรือไม่

ในกระบวนการของเรา เราดำเนินการบังคับให้เป็นไปตามที่ศาลกำหนด นอกจากนี้แล้วเรายังมองในเรื่องการแก้ไขฟื้นฟูด้วย คือไม่ใช่แค่ให้ปฏิบัติตามเงื่อนไขเท่านั้น เราจะต้องดูแลช่วยเหลือและสงเคราะห์ ถ้าไม่มีอาชีพ เราต้องหาอาชีพให้ คือให้เป็นคนดีของสังคม เขาอยู่ในสังคมอยู่แล้วแต่ทำอย่างไรให้เขาสามารถยืนอยู่ในสังคมต่อไป ถามว่ามีหรือไม่ที่ไม่ยอมรับและพยายามละเมิด ก็มีบ้าง ซึ่งถามว่าเราทำอย่างไร เราจะมีกระบวนการตามกฎหมายจะต้องตรวจสอบ ติดตามว่าเหตุใดจึงละเมิดและไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข สุดท้ายถ้าไม่ไหวจริง ๆ เราจะต้องทำรายงานเสนอไปยังศาลยุติธรรมหรือเจ้าพนักงานที่มีอำนาจออกคำสั่งให้เราดำเนินการ แล้วถามว่าศาลทำอย่างไร ศาลคงต้องมีหมายเรียกให้บุคคลเหล่านี้มาพบ ตรงนี้เป็นสิ่งที่กฎหมายเขียนไว้ว่าถ้าศาลสอบถามแล้วรับฟังได้ ศาลอาจจะคุมประพฤติต่อให้โอกาส แต่ถ้าฟังแล้วเค้าจงใจฝ่าฝืน ศาลก็จะนำโทษที่รอไว้มาจำคุกถามว่าเปอร์เซ็นต์มีหรือไม่ ก็มีพอสมควร แต่เราไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น เราอยากให้โอกาส อยากให้รับโอกาสตรงนี้ไปปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแล้วไปทำประโยชน์ให้กับสังคมมากกว่า

 - เรื่องของเมาแล้วขับ เห็นสถิติแล้วคดีเยอะมาก ๆ คดีเหล่านี้เข้ามาที่กรมคุมประพฤติมากขนาดไหน

ในปีที่ผ่านมาตัวเลขอยู่ที่ประมาณ ๖,๐๐๐ ถือว่าจำนวนเยอะทีเดียว ฐานความผิดคือเมาสุราและขับรถอย่างเดียวไม่รวมฐานอื่น ซึ่งตรงนี้อาจสื่อหรือแสดงให้เห็นว่ามาตรการบังคับใช้กฎหมายของเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจอาจจะมีการทำอย่างเข้มงวดมากขึ้น เพราะฉะนั้นคนเหล่านี้พอเมาสุราแล้วขับรถ ผิดกฎจราจร ถูกจับดำเนินคดีส่งฟ้องศาล เพราะฉะนั้นคนเหล่านี้พอเมาสุราแล้วขับรถผิดกฎจราจรถูกจับดำเนินคดี ฉะนั้นเขาไม่มีโอกาสจะไปเฉี่ยวช ไปก่ออุบัติเหตุที่มีผู้เสียชีวิต มีผู้บาดเจ็บ ก็ถือเป็นโชคดี แม้คดีจะเข้ามาอยู่ในการดูแลของกรมคุมประพฤติจำนวนมากก็ตาม

 - กรมคุมประพฤติเข้าไปดูบุคคลเหล่านี้อย่างไร ให้บำเพ็ญประโยชน์หรืออย่างไร

ลักษณะของการดำเนินการในเรื่องนี้ แล้วแต่ศาลจะกำหนดเงื่อนไขคือให้รายงานตัว ทำงานบริการสังคม ในบางรายศาลอาจจะมีข้อห้าม เช่น ห้ามเกี่ยวข้องกับสุรา หรือห้ามเกี่ยวข้องกับยาเสพติด หรือบางรายหนักหน่อยจะมีการพักใช้ใบอนุญาตหรือใบขับขี่ หน้าที่เราคือทำให้เขาดำเนินการได้ตามกรอบเกณฑ์ที่ศาลกำหนด อีกส่วนหนึ่งที่เราคิดว่าจำเป็นอย่างยิ่งคือ มาตรการทำงานบริการสังคม ซึ่งเรามีมาตรการหลายๆมาตรการ เช่น การนำเข้าไปทำงานในโรงพยาบาล ดูแลผู้ป่วย ดูแลผู้ที่อยู่ในตึกอุบัติเหตุ หรือไปทำงานในเรื่องการเป็นอาสาจราจรช่วยทางสถานีตำรวจ และในปีนี้มีนโยบายให้ไปดูแลเหยื่อ อาจจะไม่ใช่เหยื่อที่เขาก่อ แต่เป็นเหยื่อที่จากกรณีเมาแล้วขับที่สามารถช่วยเหลือดูแลตัวเองได้ เราจะส่งคนเหล่านี้ไปดูแลอำนวยความสะดวก ถือเป็นชั่วโมงการทำงานบริการสังคม