การสัมมนาเรื่อง Globalisation: Implications for the Asia-Pacific region in the 21st century

17 ส.ค. 2560 13:44 น.

กระทรวงยุติธรรมได้มอบหมายให้ นางธันย์ชนก อุ่นบรรเทิง นางสาววันปรีดี คำรพมิ่ง ร่วมกับผู้แทนสำนักกฎหมายและกรมบังคับคดี เข้าร่วมการสัมมนาเรื่อง Globalisation: Implications for the Asia-Pacific region in the 21st century และการหารือระดมสมองเพื่อจัดทำท่าทีไทยในประเด็นวิสัยทัศน์เอเปคหลังปี ค.ศ. ๒๐๒๐ เมื่อวันพุธที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๖๐ เวลา ๐๙.๐๐-๑๗.๐๐ น. ณ ศูนย์ประชุม C-ASEAN สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

๑. งานสัมมนาดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อ (๑) เผยแพร่ประโยชน์ของระบอบการค้าเสรีและโลกาภิวัตน์ ส่งเสริมระบอบการค้าพหุภาคีเพื่อรับมือกับกระแสการต่อต้านโลกาภิวัตน์และการดำเนินนโยบายเพื่อกีดกันทางการค้าในรูปแบบต่างๆ ที่เพิ่มสูงขึ้นและส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และ (๒) หารือระหว่างภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการกำหนดนโยบายและท่าทีไทยในประเด็นวิสัยทัศน์เอเปค หลังปี ค.ศ. ๒๐๒๐ (พ.ศ. ๒๕๖๓) และเป็นการเตรียมการสำหรับการเป็นเจ้าภาพการประชุมเอเปคของไทย ในปี ค.ศ. ๒๐๒๒ (พ.ศ. ๒๕๖๕)

๒. งานสัมมนาดังกล่าวมีการจัด Working Lunch ภายใต้หัวข้อ“Green, Sustainable and Innovative – The Keys to Future Business Success” โดยบริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (CPF) ได้บรรยายถึงแนวทางการดำเนินงานของบริษัทในการมุ่งสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน และการใช้นวัตกรรมช่วยเสริมสร้างมูลค่าและคุณค่าทั้งต่อธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม รวมถึงบทบาทในการมีส่วนร่วมในการสร้างความมั่นคงทางอาหารท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยบริษัท CPF มีการสร้างโรงงานและสายการผลิตสีเขียว ลดการใช้น้ำ และพลาสติก และลดการปล่อยคาร์บอนที่จะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

๓. กระแสโลกาภิวัฒน์ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจ เนื่องจากกระแสโลกาภิวัฒน์เกิดจากการพัฒนาของระบบทุนนิยม ซึ่งเกิดจากการรวมตัวกันทางเศรษฐกิจและการเปิดการค้าเสรี โดยปัจจัยด้านลบของกระแสโลกาภิวัฒน์ที่เห็นได้ชัดเจน คือ ความเหลื่อมล้ำทางสังคม ดังนั้น การป้องกันและแก้ไขปัญหา จึงควรพัฒนาทุนมนุษย์ให้มีความรู้และทักษะที่จำเป็นเพื่อเตรียมรับมือกับความท้าทายที่มาพร้อมกับยุคโลกาภิวัฒน์

๔.ภาคธุรกิจกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงและความท้าทาย จึงจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด และสิ่งสำคัญของภาคธุรกิจ คือ การสร้างวัฒนธรรม Digital Culture ในองค์กร และพัฒนาทักษะพนักงานให้สอดรับกับภาคอุตสาหกรรม ๔.๐

๕.การแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากผู้แทนเขตเศรษฐกิจ พบว่าประโยชน์ที่ได้รับจากโลกาภิวัฒน์และการเข้าร่วม APEC คือ GDP ของประเทศเพิ่มขึ้น

๖. เวทีแลกเปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับประเด็น APEC หลังปี ค.ศ. ๒๐๒๐ เห็นว่าเป้าหมายสำคัญของเอเปคคือเป้าหมายโบกอร์ (Bogor Goals) ที่จะให้มีการเปิดเสรีด้านการค้าและการลงทุนในภูมิภาคเอเชีย - แปซิฟิก ภายในปี ค.ศ. ๒๐๒๐ แต่จากผลการดำเนินงานที่ผ่านมา พบว่าการรวมตัวของเอเปคช่วยลดปัญหาความไม่สมดุลของการพัฒนาทางเศรษฐกิจ แต่กลับสร้างความไม่สมดุลของดุลบัญชีเดินสะพัดเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้เอเปคอาจไม่สามารถบรรลุเป้าหมายโบกอร์ได้ภายในปี ค.ศ. ๒๐๒๐ ได้

๘. ผลการระดมสมองเพื่อจัดทำท่าทีประเทศไทย สามารถแบ่งความเห็นออกเป็น ๒ กลุ่ม คือ (๑) กลุ่มที่ให้ความสำคัญกับการค้าและการลงทุน มีความเห็นว่าประเด็นที่เอเปคต้องเร่งดำเนินการ คือเรื่องมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี รวมทั้งโอกาสและความท้าทายของยุคดิจิทัล โดยเฉพาะประเด็น Cyber Security และ (๒) กลุ่มที่เห็นว่าควรขยายกรอบความร่วมมือไปยังประเด็นที่นอกเหนือจากการค้าการลงทุน มีความเห็นว่าจำเป็นต้องยกระดับทักษะแรงงาน และพัฒนาระบบการศึกษา โดยกระทรวงการต่างประเทศจะนำผลดังกล่าวไปเสนอในเวทีการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปค ครั้งที่ ๓/๒๕๖๐ (SOM 3) ซึ่งจะมีขึ้นในราวกลางเดือนสิงหาคม ๒๕๖๐ ณ นครโฮจิมินห์ เวียดนาม